วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560
บทความที่ 9 Runes
บทความที่ 9
Runes
รูน(Rune) จะช่วยเพิ่มความสามารถต่างๆให้แก่แชมเปี้ยนของคุณ พวกมันถูกแบ่งออกเป็น 4 ประเภทที่แตกต่างกัน ซึ่งรูนแต่ละประเภทนั้นจะมีความสามารถโดดเด่นแตกต่างกันออกไป ซึ่งการจะใช้รูนเหล่านี้ คุณจะต้องทำการติดตั้งไว้ล่วงหน้า อย่าลืมเข้าไปตั้งค่ารูนในหน้าประวัติผู้เล่น ก่อนที่จะเข้าคิวเล่นเกมกันนะครับ!Marksรูน Marks เป็นรูนที่โดดเด่นในเรื่องของการโจมตี และพวกมันเป็นรูนพื้นฐานอย่างเดียว ที่จะช่วยเพิ่มค่าเจาะเกราะและค่าเจาะเกราะเวทย์ให้คุณ คุณสามารถใส่รูน Marks ไว้ได้ในช่องว่างสีแดง ในหน้ารูนของคุณSealsรูน Seals เป็นรูนที่โดดเด่นที่สุดในเรื่อง การป้องกันกายภาพ และการฟื้นฟูพลังชีวิต ในส่วนนี้เป็นตัวเลือกสำคัญ ที่จะช่วยเพิ่มความทนทานในช่วงต้นเกมได้เป็นอย่างมาก คุณสามารถใส่รูน Seals ไว้ได้ในช่องว่างสีเหลือง ในหน้ารูนของคุณGlyphsรูน Glyphs เป็นรูนที่โดดเด่นมากในส่วนที่จะช่วยเพิ่มพลังเวทย์ และช่วยเพิ่มต้านทานเวทย์ให้คุณได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งมันยังเป็นรูนพื้นฐานเดียวที่ช่วยลดการคูลดาวน์ของสกิลได้ คุณสามารถใส่รูน Glyphs ไว้ได้ในช่องว่างสีฟ้า ในหน้ารูนของคุณQuintessencesรูน Quintessences เป็นรูนขั้นสูงที่ช่วยเพิ่มความสามารถต่างๆได้เยอะมาก และมันช่วยเพิ่มความสามารถบางอย่างที่รูนอื่นๆไม่มีได้ อย่างเช่นความเร็วเคลื่อนที่ ซึ่งคุณสามารถใส่มันได้ในช่องสีม่วงใหญ่ๆที่มีเพียง 3 ช่อง ในหน้ารูนของคุณ
บทความที่ 8 Piltover
บทความที่ 8
Piltover
เล่าสู่กันฟัง : Caitlyn, The Sheriff of Piltover

Caitlyn: นายอำเภอแห่งนครรัฐ Piltoverประวัติ
หนึ่งในหลายๆเหตุผลที่ทำให้นครรัฐ Piltover (พิล์ทโอเวอร์) เป็นที่รู้จักในนาม The City of Progress (เมืองแห่งเจริญก้าวหน้า) ก็คือ สถิติอาชญากรรมที่ต่ำเป็นพิเศษ แต่จริงๆแล้ว นครรัฐ Piltover ไม่ได้เป็นแบบนี้เสมอมา...
ในอดีต ผู้ร้าย และโจรทุกๆประเภทเคยเห็นนครรัฐ Piltover เป็นเหมือนดั่งเป้าหมายหลักสำหรับการปล้นสะดม เพราะสถานที่แห่งนี้ เป็นแหล่งนำเข้าของทรัพยากรมีค่ามากมาย ซึ่งถูกนำไปใช้ในงานวิจัยที่เกี่ยวกับเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนด้วยพลังเวทย์มนต์ทั้งหลายแหล่... หลายๆคนสร้างทฤษฎีไว้ว่า ในความเป็นจริง นครรัฐ Piltover ควรที่จะต้องล่มสลายเพราะความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากอาชญากรรมไปตั้งนานแล้ว ถ้าไม่มี Caitlyn (เคทลิน) นายอำเภอแห่งนครรัฐ Piltover อยู่Caityn เกิดมาในฐานะลูกสาวของรัฐบุรุษผู้มั่งคั่ง ผู้ซึ่งเคยเป็นนักวิจัยเทคโนโลยี Hextech (เฮ๊กซ์เทค) รุ่นบุกเบิก... Caitlyn ค้นพบพรสวรรค์ในการสืบสวนในตอนที่เธออายุ 14 ปี เมื่อพ่อของเธอถูกทำร้ายร่างกาย และถูกปล้นในขณะที่กำลังเดินทางกลับบ้าน... เธอแอบหนีออกจากบ้านไปพร้อมกับปืนไรเฟิลของพ่อ ในตอนกลางคืน เพื่อตามหาโจรที่ปล้นพ่อของเธอโดยเริ่มแกะรอยจากที่จุดเกิดเหตุ ซึ่งเธอ ก็สามารถหาโจรเหล่านั้นได้สำเร็จ
ในตอนแรก ผู้ปกครองของ Caitlyn พยายามอย่างเต็มที่ๆจะกีดกันเธอให้ห่างจากงานอดิเรกที่เสี่ยงอันตรายอย่างการสืบสวนนี้ แต่พวกเค้าก็ต้องยอมแพ้ เพราะพวกเค้าไม่สามารถที่จะเปลี่ยนนิสัยของเธอได้ ดังนั้น สิ่งเดียวที่แม่ของ Caitlyn สามารถจะทำได้ ก็คือ การสรรหาอุปกรณ์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังเวทมนต์ต่างๆให้กับ Caityn เพื่อที่จะปกป้องลูกสาวสุดที่รักเธอ อุปกรณ์เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้อำนวยความสะดวกในการสืบสวนโดยเฉพาะชื่อของ Caitlyn โด่งดังขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุผลสองประการ เพราะเธอสามารถกำจัดอาชญากรรมให้หายไปจากนครรัฐ Piltover ได้สำเร็จด้วยตัวคนเดียว และความสวยมีสเน่ห์ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆของเธอ... Caitlyn เป็นคนที่ไม่เคยยอมแพ้ให้กับคดี หรือความท้าทายใดๆ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในนักยิงปืนที่ยิงได้แม่นที่สุดในนครรัฐ Piltover อีกด้วยไม่นานนัก ประเทศ Demacia (เดอมาเซีย) ได้ขอความช่วยเหลือจาก Caitlyn ให้แกะรอยตามอาชญากรผู้ลึกลับ ที่กำลังเริ่มทำการโจรกรรมสิ่งของล้ำค่าอย่างต่อเนื่อง... โจรผู้นี้มักจะทิ้งการ์ดที่มีตัว "C" ประดับอยู่ ไว้ในที่เกิดเหตุเสมอ... ถึงแม้ว่า Caitlyn จะพยายามตามล่าหาโจรผู้นี้มาทั่วแผ่นดิน Valoran (เวโลแรน) แล้วก็ตาม แต่จวบจนวันนี้ โจรผู้นี้ก็ยังลอยนวลอยู่... เพราะฉะนั้น จอมโจร C จึงเป็นบุคคลแรก ที่สามารถมอบความพ่ายแพ้ให้กับ Caitlyn ได้สำเร็จ
Caitlyn ได้เข้าร่วมการแข่งขัน League of Legends เพื่อขัดเกลาฝีมือของเธอ และเพื่อแสวงหาอิทธิพล ที่จำเป็นจะต้องใช้ในการค้นหาเหยื่อคนเดียวคนนั้น ที่สามารถหนีไปจากเธอได้"วิ่งไปก่อนสิ เอาเลย ฉันให้นายเริ่มก่อนเลย 5 นาที" จากหนังสือ "Willing Apprehension" เขียนโดย Caitlyn****ความรู้รกหัวโจรที่ถูกกล่าวถึงในประวัติของ Caitlyn ที่ถูกเรียกว่า "C" นั้น อาจจะเป็น champion ตัวใหม่ หรืออาจจะเป็น Twisted Fate เจ้าของฉายา The Card Master ก็เป็นได้----------------------------------------
ประโยคที่ Caitlyn พูดกับ summoner ในสถานการณ์ต่างๆ :
เมื่อเลือก champion : "I'm on the case." (ฉันจะจัดการกับคดีนี้เอง)
เมื่อเคลื่อนที่ และทำการโจมตี:
"Boom. Headshot." (บูม! เฮดช๊อต)
"Don't be caught flat footed." ("caught flat footed" เป็นสำนวนภาษาอังกฤษที่แปลว่า ถูกจับได้แบบไม่ทันได้ตั้งตัว หรือถูกจับได้ทีเผลอ... ทั้งนี้ ในประโยคนี้ Caitlyn ต้องการที่จะบอกให้ summoner รวบรวมสมาธิอยู่กับการแข่งขัน ไม่วอกแวก)
"Got them in my sights." (ฉันเห็นพวกศัตรูอยู่บนศูนย์ปืนแล้ว)
"Hot on the trail." ("Hot on the trail" เป็นสำนวนภาษาอังกฤษที่หมายถึง การเข้าใกล้ความจริงมากๆ หรือใกล้ที่จะจับใคร หรืออะไรซักอย่างได้... ทั้งนี้ ในประโยคนี้เป็นการบอก summoner ของเธอว่า เธอใกล้ที่จะจับ (จัดการ) ศัตรูได้แล้ว)
"I have the tools for the job." (ฉันมีเครื่องมือที่เหมาะกับงาน)
"I love a good chase." (ฉันชอบการไล่ล่าที่สนุกตื่นเต้น)
"Let's investigate." (มาเริ่มสืบสวนกันเถอะ)
"Me, miss? Not by a long shot." (แปลตรงตัว "ฉันเนี่ยเหรอจะพลาด? ไม่มีทางซะหรอก" คำว่า "long shot" ในประโยคนี้จริงๆแล้ว แปลได้หลายความหมาย เช่น การเล่นการพนันที่มีโอกาสชนะน้อยมาก, ผู้เข้าแข่งขันในการแข่งขันที่แทบจะไม่มีโอกาสชนะ, หรือ ภาพถ่ายหรือหนังที่จุดสำคัญของภาพถูกแสดงออกมาในขนาดที่เล็กมาก และยังใช้เป็นคำสำนวนที่แปลว่า ไม่มีทางจะเป็นไปได้อย่างแน่นอน ได้อีกด้วย)
"Meet the long gun of the law." (แปลตรงตัวว่า "เจอกับปืนยาวแห่งกฏหมายหน่อยเป็นไง" ประโยคนี้เป็นการเล่นคำกับสำนวนภาษาอังกฤษ "long arm of the law" ที่แปลว่า การตำรวจ หรือ กฏหมาย ซึ่ง Caitlyn เปลี่ยนคำว่า arm เป็นคำว่า gun เพื่อให้เหมาะสมกับตัวเอง)
"Right." (แปลตรงตัวว่า "ใช่" หรือ "ทางด้านขวา" ในที่นี้ Caitlyn พูดคำนี้ในรูปแบบของสำนวนเพื่อตอบรับคำสั่ง)
"So many bad guys, so little time." (มีผู้ร้ายอยู่มากมาย แต่มีเวลาแค่นิดเดียว)
"Sorry boys, I keep the fuzzy cuffs at home." (แปลตรงตัวว่า "ขอโทษด้วยนะจ๊ะหนุ่มๆ ฉันทิ้งกุญแจมือแบบมีขนไว้ที่บ้าน" กุญแจมือแบบมีขนในประโยคนี้เป็นการอ้างอิงถึง อุปกรณ์ที่ใช้ในเกมส์ทางเพศ ทั้งนี้ การที่ Caitlyn บอกกับศัตรูว่าเธอไม่มีกุญแจมือแบบนี้อยู่ เป็นการสื่อความหมายว่า เธอไม่มีความปราณีให้กับพวกเค้า เพราะเธอมีแต่กุญแจมือแบบธรรมดาติดอยู่กับตัวเท่านั้น)
"Time for a shakedown." (แปลตรงตัวว่า "ถึงเวลาของการตรวจค้นตัวแล้ว" คำว่า "shakedown" เป็นศัพท์แสลงภาษาอังกฤษ ที่แปลได้หลายความหมาย เช่น การข่มขู่เพื่อเงินหรือการ blackmail, ระยะเวลาในการตรวจสอบบางสิ่งบางอย่าง เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของการทำงานของสิ่งๆนั้น หรือ แปลว่า การค้นพื้นที่ หรือค้นตัวบุคคลคนๆหนึ่งอย่างละเอียด ซึ่งในทีนี้ Caitlyn น่าจะหมายถึงความหมายอย่างหลังสุดมากกว่า)
"Wanna see a hat trick?" (แปลตรงตัวว่า "อย่างเห็นฉันทำ hat trick ให้ดูมั้ย?" คำว่า "hat trick" เป็นศัพท์ทางการกีฬา ซึ่งหมายถึงการทำคะแนนได้สามครั้งติดต่อกัน ในทีนี้ Caitlyn กำลังพูดถึงการเก็บ triple kill ให้ summoner ดูนั่นเอง)
"Who doesn't like being under the gun?" (การอยู่ในสถานการณ์ "under the gun" เป็นสถานการณ์ที่เหมือนกับ "โดนปืนจ่อหัวอยู่" ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในสถานการณ์นี้ต้องทำงานให้เสร็จให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นคนๆนั้นจะต้องโดนลงโทษอย่างหนัก เพราะฉะนั้น ประโยคนี้เป็นการพูดแกมหยอกกับ summoner ว่า "ใครบ้างล่ะ ที่ไม่ชอบโดนปืนจ่อหัว?" ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Caitlyn เป็นคนที่ชอบทำอะไรให้เสร็จเร็วๆ และไม่ชอบ summoner ที่ทำอะไรเชื่องช้า)
เมื่อใช้สกิล Ace in the Hole:
"Calibrating..." (กำลังเล็ง..)
"Nowhere to hide." (ไม่มีที่ให้ซ่อนหรอก)
"Steady..." (นิ่งๆ ไว้...)
"Target marked." (ล๊อกเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว)
เมื่อทำการยั่วยุศัตรู (/T):
"Want another shot? I wouldn't want to leave things up in the air." (ประโยคนี้แปลได้สองความหมาย ดังนี้ "อยากได้โอกาสอีกซักครั้งมั้ย? ฉันไม่ชอบทิ้งอะไรไว้ให้ค้างเติ่ง" หรือ "อยากจะโดนยิงอีกซักทีมั้ย? ฉันไม่ค่อยชอบการรอคอยการตัดสินใจของใคร")
"Would you prefer the good cop, or the bad cop?" (แปลตรงตัวว่า "เธอต้องการตำรวจใจดี หรือตำรวจดุๆ" ประโยคนี้เป็นการอ้างอิงถึงวิธีการสอบสวนผู้ต้องหา โดยใช้ตำรวจสองคนในการสอบสวน ตำรวจคนหนึ่งจะแสดงบุคลิกที่ใจดี และเข้าใจตัวของผู้ต้องหาในการสอบสวนหาความจริง ส่วนตำรวจอีกคนจะใช้กำลัง หรือคำพูดไม่ดี ทำให้ผู้ต้องหากลัวจนต้องคายความจริงออกมา... ตำรวจสองคนนี้จะทำการสอบสวนสลับกันไปเรื่อยๆ ทำให้สภาพจิตใจของผู้ต้องหาปั่นป่วน จนต้องยอมจำนนบอกความจริงในที่สุด)เมื่อเคลื่อนที่ และทำการโจมตี:"Boom. Headshot." (บูม! เฮดช๊อต)"Don't be caught flat footed." ("caught flat footed" เป็นสำนวนภาษาอังกฤษที่แปลว่า ถูกจับได้แบบไม่ทันได้ตั้งตัว หรือถูกจับได้ทีเผลอ... ทั้งนี้ ในประโยคนี้ Caitlyn ต้องการที่จะบอกให้ summoner รวบรวมสมาธิอยู่กับการแข่งขัน ไม่วอกแวก)"Got them in my sights." (ฉันเห็นพวกศัตรูอยู่บนศูนย์ปืนแล้ว)"Hot on the trail." ("Hot on the trail" เป็นสำนวนภาษาอังกฤษที่หมายถึง การเข้าใกล้ความจริงมากๆ หรือใกล้ที่จะจับใคร หรืออะไรซักอย่างได้... ทั้งนี้ ในประโยคนี้เป็นการบอก summoner ของเธอว่า เธอใกล้ที่จะจับ (จัดการ) ศัตรูได้แล้ว)"I have the tools for the job." (ฉันมีเครื่องมือที่เหมาะกับงาน)"I love a good chase." (ฉันชอบการไล่ล่าที่สนุกตื่นเต้น)"Let's investigate." (มาเริ่มสืบสวนกันเถอะ)"Me, miss? Not by a long shot." (แปลตรงตัว "ฉันเนี่ยเหรอจะพลาด? ไม่มีทางซะหรอก" คำว่า "long shot" ในประโยคนี้จริงๆแล้ว แปลได้หลายความหมาย เช่น การเล่นการพนันที่มีโอกาสชนะน้อยมาก, ผู้เข้าแข่งขันในการแข่งขันที่แทบจะไม่มีโอกาสชนะ, หรือ ภาพถ่ายหรือหนังที่จุดสำคัญของภาพถูกแสดงออกมาในขนาดที่เล็กมาก และยังใช้เป็นคำสำนวนที่แปลว่า ไม่มีทางจะเป็นไปได้อย่างแน่นอน ได้อีกด้วย)"Meet the long gun of the law." (แปลตรงตัวว่า "เจอกับปืนยาวแห่งกฏหมายหน่อยเป็นไง" ประโยคนี้เป็นการเล่นคำกับสำนวนภาษาอังกฤษ "long arm of the law" ที่แปลว่า การตำรวจ หรือ กฏหมาย ซึ่ง Caitlyn เปลี่ยนคำว่า arm เป็นคำว่า gun เพื่อให้เหมาะสมกับตัวเอง)"Right." (แปลตรงตัวว่า "ใช่" หรือ "ทางด้านขวา" ในที่นี้ Caitlyn พูดคำนี้ในรูปแบบของสำนวนเพื่อตอบรับคำสั่ง)"So many bad guys, so little time." (มีผู้ร้ายอยู่มากมาย แต่มีเวลาแค่นิดเดียว)"Sorry boys, I keep the fuzzy cuffs at home." (แปลตรงตัวว่า "ขอโทษด้วยนะจ๊ะหนุ่มๆ ฉันทิ้งกุญแจมือแบบมีขนไว้ที่บ้าน" กุญแจมือแบบมีขนในประโยคนี้เป็นการอ้างอิงถึง อุปกรณ์ที่ใช้ในเกมส์ทางเพศ ทั้งนี้ การที่ Caitlyn บอกกับศัตรูว่าเธอไม่มีกุญแจมือแบบนี้อยู่ เป็นการสื่อความหมายว่า เธอไม่มีความปราณีให้กับพวกเค้า เพราะเธอมีแต่กุญแจมือแบบธรรมดาติดอยู่กับตัวเท่านั้น)"Time for a shakedown." (แปลตรงตัวว่า "ถึงเวลาของการตรวจค้นตัวแล้ว" คำว่า "shakedown" เป็นศัพท์แสลงภาษาอังกฤษ ที่แปลได้หลายความหมาย เช่น การข่มขู่เพื่อเงินหรือการ blackmail, ระยะเวลาในการตรวจสอบบางสิ่งบางอย่าง เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของการทำงานของสิ่งๆนั้น หรือ แปลว่า การค้นพื้นที่ หรือค้นตัวบุคคลคนๆหนึ่งอย่างละเอียด ซึ่งในทีนี้ Caitlyn น่าจะหมายถึงความหมายอย่างหลังสุดมากกว่า)"Wanna see a hat trick?" (แปลตรงตัวว่า "อย่างเห็นฉันทำ hat trick ให้ดูมั้ย?" คำว่า "hat trick" เป็นศัพท์ทางการกีฬา ซึ่งหมายถึงการทำคะแนนได้สามครั้งติดต่อกัน ในทีนี้ Caitlyn กำลังพูดถึงการเก็บ triple kill ให้ summoner ดูนั่นเอง)"Who doesn't like being under the gun?" (การอยู่ในสถานการณ์ "under the gun" เป็นสถานการณ์ที่เหมือนกับ "โดนปืนจ่อหัวอยู่" ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในสถานการณ์นี้ต้องทำงานให้เสร็จให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นคนๆนั้นจะต้องโดนลงโทษอย่างหนัก เพราะฉะนั้น ประโยคนี้เป็นการพูดแกมหยอกกับ summoner ว่า "ใครบ้างล่ะ ที่ไม่ชอบโดนปืนจ่อหัว?" ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Caitlyn เป็นคนที่ชอบทำอะไรให้เสร็จเร็วๆ และไม่ชอบ summoner ที่ทำอะไรเชื่องช้า)เมื่อใช้สกิล Ace in the Hole:"Calibrating..." (กำลังเล็ง..)"Nowhere to hide." (ไม่มีที่ให้ซ่อนหรอก)"Steady..." (นิ่งๆ ไว้...)"Target marked." (ล๊อกเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว)เมื่อทำการยั่วยุศัตรู (/T):"Want another shot? I wouldn't want to leave things up in the air." (ประโยคนี้แปลได้สองความหมาย ดังนี้ "อยากได้โอกาสอีกซักครั้งมั้ย? ฉันไม่ชอบทิ้งอะไรไว้ให้ค้างเติ่ง" หรือ "อยากจะโดนยิงอีกซักทีมั้ย? ฉันไม่ค่อยชอบการรอคอยการตัดสินใจของใคร")"Would you prefer the good cop, or the bad cop?" (แปลตรงตัวว่า "เธอต้องการตำรวจใจดี หรือตำรวจดุๆ" ประโยคนี้เป็นการอ้างอิงถึงวิธีการสอบสวนผู้ต้องหา โดยใช้ตำรวจสองคนในการสอบสวน ตำรวจคนหนึ่งจะแสดงบุคลิกที่ใจดี และเข้าใจตัวของผู้ต้องหาในการสอบสวนหาความจริง ส่วนตำรวจอีกคนจะใช้กำลัง หรือคำพูดไม่ดี ทำให้ผู้ต้องหากลัวจนต้องคายความจริงออกมา... ตำรวจสองคนนี้จะทำการสอบสวนสลับกันไปเรื่อยๆ ทำให้สภาพจิตใจของผู้ต้องหาปั่นป่วน จนต้องยอมจำนนบอกความจริงในที่สุด)
บทความที่ 7 Zaun
บทความที่ 7
Zaun
เล่าสู่กันฟัง : นครรัฐ Zaun
นครรัฐ Zaun (ซอน) คือนครรัฐที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของดินแดน Valoran (เวโลแรน)นครรัฐ Zaun นั้น อยู่รอดและถูกทำลายในเวลาเดียวกัน โดยอุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับการดูแล ลัทธิการค้าต่างๆ และเหล่าผู้คุ้มคลั่งที่อยู่รอดด้วยเวทมนต์... มลพิษมากมายจาก โรงงาน และ ห้องแลป จำนวนนับไม่ถ้วน ถูกปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมรอบๆอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งส่งผลให้ใจกลางเมือง Zaun ถูกปกคลุมไปด้วยควัน ควันนี้บดบังท้องฟ้าอย่างมิดชิด ทำให้นครรัฐ Zaun แทบจะไม่มีแสงอาทิตย์เล็ดลอดเข้ามาเลย ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ที่มาเยือนทั้งหลายจึงให้ชื่อเรียกท้องฟ้าของนครรัฐ Zaun ว่า Zaun Gray (ซอน เกรย์) พร้อมทั้งเปรียบลักษณะบรรยากาศบนท้องฟ้า เหมือนกับจุดเริ่มต้นของความโกลาหลในจักรวาล... แต่เหนือพื้นดินที่ว่ามีมลพิษสูงนั้น ยังเทียบไม่ได้กับชั้นใต้ดินของนครรัฐ Zaun เพราะของเหลวเน่าเสียทั้งหลายทั้งมวล มักจะถูกทิ้งไหลมารวมกันที่ทางระบายน้ำใต้ดิน ก่อให้เกิดการผสมผสานของสารเคมีมากมายหลายชนิด ซึ่งกลายมาเป็นจุดกำเนิดสารพิษลึกลับมากมายในภายหลัง
นครรัฐ Zaun
วัฒนธรรม : ในสายตาของประชาชนชาติอื่นๆ ชาว Zaun ทั้งหลายมีชื่อเสียงในเรื่องของความเห็นแก่ตัว เพราะพวกเค้าทำในทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากจะทำอยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประชาชนชาว Zaun คือผู้ที่มีความภูมิใจในตัวเองและในบ้านเมืองของพวกเค้าเป็นอย่างสูง เนื่องจากทางรัฐบาลเปิดโอกาสและให้สิทธิแก่ประชาชน ให้ทำทุกอย่างที่พวกเค้าอยากจะทำ ด้วยเหตุนี้เอง นครรัฐ Zaun จึงเป็นประเทศที่ให้อิสระแก่ประชาชนมากที่สุดบนโลก Runeterra (รูนเทอร์ร่า) จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ บนท้องถนนของนครรัฐ Zaun จะมีกิจกรรมไม่ชอบมาพากลมากมายให้ได้พบเห็นอยู่เป็นประจำ อย่างเช่น การค้าขายสินค้าผิดกฏหมายของเหล่าพ้อค้าทั่วทุกมุมเมืองหรือตามตรอกมืดต่างๆ เนื่องจากอิสระที่มี การจารกรรมและการก่อวินาศกรรมจึงเป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เมื่อทำการค้ากับชาว Zaun
หนึ่งในตัวอย่างของความรักอิสระที่ชาว Zaun มี ก็คือ การสังเคราะห์สารเคมีเวทย์มนต์ที่ชื่อ Shimmer (ชิมเมอร์) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของวัยรุ่นหัวรั้นชาว Zaun ทั้งหลาย เมื่อทา Shimmer ลงบนผิวหนัง สารเคมีจะทำการกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของผู้ใช้อย่างรุนแรง หลังจากนั้นสาร Shimmer จะเปล่งแสงสว่างสีต่างๆ ตามความรู้สึกของผู้ใช้... แม้ว่าผู้ที่ใช้สาร Shimmer บางส่วนจะพบกับผลข้างเคียงอย่างเช่น ผิวหนังและกล้ามเนื้อเสื่อม แต่ความต้องการของสารเคมีนี้ไม่ทีท่าที่จะลดลงและกลับเพิ่มมากขึ้น เพราะข่าวลือที่ว่าสาร Shimmer สามารถมอบพลังเหนือธรรมชาติให้แต่ผู้ใช้ได้
แฟนๆชาว Zaun มักจะไปรวมกันที่สนาม The Vaskervon Coliseum (เดอะ วาสเคอเวิน โคลีเซียม) เพื่อรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขัน League of Legends ผ่านทางระบบ Visiopathic (วิชั่นพาธิค) และให้กำลังใจแก่ champion ที่ชื่นชอบอยู่เป็นประจำ ซึ่งทางผู้จัดจะทำการถ่ายทอดการแข่งขันนัดสำคัญๆ เช่น การแข่งขันระหว่างนครรัฐ Zaun กับคู่ปรับตลอดกาลอย่างประเทศ Ionia (ไอโอเนีย, ชาว Zaun ชอบเรียกชาว Ionia ว่าพวกบ้าสันติ) ทุกๆครั้ง หลังการแข่งขันจบ เหล่ากองเชียร์จะรวมตัวกันเพื่อเลี้ยงฉลองอยู่เสมอ จนกลายเป็นประเพณีของนครรัฐ Zaun ในภายหลัง
ระบบรัฐบาล: นครรัฐ Zaun เป็นนครรัฐที่ปกครองโดย The liberal Council of Zaun (สภาเสรีนิยมแห่ง Zaun) การปกครองแบบสภาเสรีนิยมเป็นการปกครองที่ไม่มีกฏหมายบังคับ ซึ่งเปิดโอกาสให้เหล่านักวิจัยและนักประดิษฐ์ สามารถที่จะทำการทดลองได้อย่างไร้ขีดจำกัด บางคนกล่าวว่า นครรัฐ Zaun นั้น จริงๆแล้วเปรียบเหมือนองค์กรธุรกิจอย่างหนึ่งที่ไม่มีกฏเกณฑ์ใดๆในตัวเอง และไม่ใช่สังคมที่ถูกหลอมรวมด้วยกฏและระเบียบอย่างที่ควรจะเป็น... ผู้บริหารของสภาเสรีนิยมนั้น มีชื่อว่า สภานายก Magnus Dunderson (แม๊คนัส ดันเดอสัน) ว่ากันว่า เค้าทำงานประจำตำแหน่งสภานายกมานานแสนนานแล้วหนึ่งในตัวอย่างของความรักอิสระที่ชาว Zaun มี ก็คือ การสังเคราะห์สารเคมีเวทย์มนต์ที่ชื่อ Shimmer (ชิมเมอร์) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของวัยรุ่นหัวรั้นชาว Zaun ทั้งหลาย เมื่อทา Shimmer ลงบนผิวหนัง สารเคมีจะทำการกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของผู้ใช้อย่างรุนแรง หลังจากนั้นสาร Shimmer จะเปล่งแสงสว่างสีต่างๆ ตามความรู้สึกของผู้ใช้... แม้ว่าผู้ที่ใช้สาร Shimmer บางส่วนจะพบกับผลข้างเคียงอย่างเช่น ผิวหนังและกล้ามเนื้อเสื่อม แต่ความต้องการของสารเคมีนี้ไม่ทีท่าที่จะลดลงและกลับเพิ่มมากขึ้น เพราะข่าวลือที่ว่าสาร Shimmer สามารถมอบพลังเหนือธรรมชาติให้แต่ผู้ใช้ได้แฟนๆชาว Zaun มักจะไปรวมกันที่สนาม The Vaskervon Coliseum (เดอะ วาสเคอเวิน โคลีเซียม) เพื่อรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขัน League of Legends ผ่านทางระบบ Visiopathic (วิชั่นพาธิค) และให้กำลังใจแก่ champion ที่ชื่นชอบอยู่เป็นประจำ ซึ่งทางผู้จัดจะทำการถ่ายทอดการแข่งขันนัดสำคัญๆ เช่น การแข่งขันระหว่างนครรัฐ Zaun กับคู่ปรับตลอดกาลอย่างประเทศ Ionia (ไอโอเนีย, ชาว Zaun ชอบเรียกชาว Ionia ว่าพวกบ้าสันติ) ทุกๆครั้ง หลังการแข่งขันจบ เหล่ากองเชียร์จะรวมตัวกันเพื่อเลี้ยงฉลองอยู่เสมอ จนกลายเป็นประเพณีของนครรัฐ Zaun ในภายหลังระบบรัฐบาล:นครรัฐ Zaun เป็นนครรัฐที่ปกครองโดย The liberal Council of Zaun (สภาเสรีนิยมแห่ง Zaun) การปกครองแบบสภาเสรีนิยมเป็นการปกครองที่ไม่มีกฏหมายบังคับ ซึ่งเปิดโอกาสให้เหล่านักวิจัยและนักประดิษฐ์ สามารถที่จะทำการทดลองได้อย่างไร้ขีดจำกัด บางคนกล่าวว่า นครรัฐ Zaun นั้น จริงๆแล้วเปรียบเหมือนองค์กรธุรกิจอย่างหนึ่งที่ไม่มีกฏเกณฑ์ใดๆในตัวเอง และไม่ใช่สังคมที่ถูกหลอมรวมด้วยกฏและระเบียบอย่างที่ควรจะเป็น... ผู้บริหารของสภาเสรีนิยมนั้น มีชื่อว่า สภานายก Magnus Dunderson (แม๊คนัส ดันเดอสัน) ว่ากันว่า เค้าทำงานประจำตำแหน่งสภานายกมานานแสนนานแล้วงานวิจัยดีเด่น : แม้ว่านักวิทยาศาสตร์ชาว Zaun ผู้มีความทะเยอะทะยานทั้งหลาย จะตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาดินแดน Valoran ให้เจริญยิ่งขึ้น งานค้นคว้าวิจัยของพวกเค้ากลับท้าทายศีลธรรมเป็นอย่างมาก
นครรัฐ Zaun นั้น มีนักเคมีที่มีชื่อเสียงอยู่เป็นจำนวนมาก นักเคมีผู้มีชื่อเสียงที่สุดของนครรัฐ Zaun มีนามว่า Singed (ซิ้งจ์) เค้าคือผู้ที่ใช้สิ่งประดิษฐ์เคมีในการทำสงคราม ซึ่งสิ่งประดิษฐ์เคมีของเค้า สามารถสร้างพิษที่รุนแรงมากพอที่จะทำลายล้างหมู่บ้านๆหนึ่ง ได้ในพริบตานครรัฐ Zaun นั้น มีนักเคมีที่มีชื่อเสียงอยู่เป็นจำนวนมาก นักเคมีผู้มีชื่อเสียงที่สุดของนครรัฐ Zaun มีนามว่า Singed (ซิ้งจ์) เค้าคือผู้ที่ใช้สิ่งประดิษฐ์เคมีในการทำสงคราม ซึ่งสิ่งประดิษฐ์เคมีของเค้า สามารถสร้างพิษที่รุนแรงมากพอที่จะทำลายล้างหมู่บ้านๆหนึ่ง ได้ในพริบตา
Singed: นักเคมีชื่อดังชาว Zaun
มหาวิทยาลัย College of Techmaturgy (คอลเลจ ออฟ เทคมาเทอจี้) ที่ตั้งอยู่ในนครรัฐ Zaun คือมหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าที่เน้นการศึกษาเกี่ยวกับกลไกแบบ Hextech (เฮกซ์เทค)... เหล่านักศึกษาปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ มักจะเป็นที่ชื่นชมของคนหมู่มาก เพราะพวกเค้าสามารถประดิษฐ์หุ่นยนต์พลังไอน้ำอัจฉริยะตัวแรกของโลก Runterra ได้สำเร็จ... พวกเค้าเรียกหุ่นยนต์ตัวนี้ว่า Blitzcrank (บลิซแคร๊งก์)
Blitzcrank: หุ่นยนต์พลังไอน้ำอัจฉริยะ สร้างขึ้นโดยนักศึกษาปริญญาเอกชาว Zaun
ด้วยความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างของร่างกาย และความสามารถในการทนความเจ็บปวดของมนุษย์ที่มีอยู่มากมาย... Dr. Mundo (ด๊อกเตอร์ มุนโด้) มุ่งมั่นที่จะสร้างนักฆ่าที่สมบูรณ์แบบที่สุดโดยการใช้วิทยาศาสตร์เข้าช่วย ผลลัพธ์ของความมุ่งมั่นนี้ทำให้ในตัวเมืองของนครรัฐ Zaun เหลือสัตว์เลี้ยงรอดชีวิตอยู่แค่ไม่กี่ตัว เนื่องจากความต้องการที่จะใช้สิ่งมีชีวิตในการทดลองของเค้า
Dr. Mundo: ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมสัตว์เลี้ยงของชาว Zaun
ศาสตราจารย์ชื่อดังนามว่า Dr. Xavier Rath (ด๊อกเตอร์ ซาเวีย ราธ) ผู้ซึ่งพยายามที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับเวทย์มนต์ และความลึกลับของมันมาเป็นเวลายาวนาน เค้าได้จัดทำการทดลองที่มีความเสี่ยงสูง โดยเป้าหมายของการทดลองก็คือ การเปลี่ยนให้คนที่ไม่มีพลังเวทย์มนต์ กลายเป็นผู้ที่สามารถควบคุมพลังเวทย์มนต์ได้... ด้วยความโชคดี การทดลองนี้จึงประสบความสำเร็จกับอาสาสมัครหนึ่งคนที่ชื่อว่า Twisted Fate (ทวิสเต็ด เฟต) การทดลองนี้ทำให้เค้าสามารถที่จะเทเลพอร์ตไปในที่ต่างๆได้
Twisted Fate : หนึ่งในอาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดลองของ Dr. Xavier
Twitch (ทวิช) ได้ทำการประกาศต่อสาธารณะชนว่า จุดมุ่งหมายของเค้า คือการรวบรวมวัตถุดิบทั้งหมดที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ประหลาด และต้องการที่จะสร้างปรากฏการณ์ในครั้งนั้นให้เกิดขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เค้าเปลี่ยนจากหนูธรรมดากลายเป็นหนูที่มีความรู้สึกเหมือนมนุษย์ทั่วไป ถ้าหากเค้าทำได้สำเร็จ การค้นพบครั้งนี้จะเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ และไม่จำเป็นที่สุด! เกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลก Runeterra
Twitch: ที่มีความรู้สึกเหมือนมนุษย์ทั่วไป
ความสัมพันธ์กับประเทศ Noxus : นครรัฐ Zaun (ซอน) มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อประเทศ Noxus (น๊อกซัส)... The Noxian High Command (เดอะ น๊อกเซี่ยน ไฮ คอมแมนด์, องค์กรณ์ที่บริหารประเทศ Noxus ในปัจจุบัน) มักที่จะอัญเชิญ champion ชาว Zaun เพื่อใช้เป็นตัวแทนของประเทศ Noxus ในการแข่งขัน League of Legends อยู่เป็นประจำ
ประเทศ Noxus คือผู้ที่ให้การสนับสนุนความปรารถนาของ Dr. Mundo ในการสร้างนักฆ่าที่สมบูรณ์แบบโดยใช้วิทยาศาสตร์เข้าช่วย พวกเค้าได้มอบห้องแลปภายในประเทศ Noxus ให้แก่ Dr. Mundo เพื่อเป็นสถานที่ๆใช้ทำการทดลอง ซึ่ง Dr. Mundo สามารถที่จะใช้ห้องแลปนี้ในยามว่างได้ทุกเมื่อ
ทหารรับจ้างชาว Zaun คือกำลังเสริมที่ประเทศ Noxus ชอบเรียกใช้อยู่เสมอ ล่าสุดประเทศ Noxus ได้จ้าง Warwick (วอร์วิก) และ Singed ให้เข้าร่วมกับกองทัพของ Noxus เพื่อบุกรุกประเทศ Ionia... ชีวิตจำนวนมากที่เสียไป และการทำลายล้างที่เกิดขึ้นโดยการกระทำของสองคนนี้ ยังคงเป็นเหมือนบาดแผลที่เปื่อยเน่าในประวัติศาสตร์ของประเทศ Ionia
นครรัฐ Zaun มักที่จะช่วยเหลือประเทศ Noxus ทุกครั้งที่มีโอกาส ครั้งหนึ่ง เมื่อพิธีการชุบชีวิตของ Urgot (เออร์ก็อต) หัวหน้าเพชรฆาตของประเทศ Noxus เกิดปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ อันเนื่องมาจากความเสียหายทางร่างกายที่สะสมมาตลอดชีวิต ผู้รอบรู้ในด้านเวทย์มนต์เกี่ยวกับศพแห่งนครรัฐ Zaun อย่างศาสตราจารย์ Stanwick Pididly (แสตนวิก พีดิดลี่) จึงขอเสนอยื่นมือเข้าช่วย โดยทำการสร้างร่างกายของ Urgot ให้ใหม่ประเทศ Noxus คือผู้ที่ให้การสนับสนุนความปรารถนาของ Dr. Mundo ในการสร้างนักฆ่าที่สมบูรณ์แบบโดยใช้วิทยาศาสตร์เข้าช่วย พวกเค้าได้มอบห้องแลปภายในประเทศ Noxus ให้แก่ Dr. Mundo เพื่อเป็นสถานที่ๆใช้ทำการทดลอง ซึ่ง Dr. Mundo สามารถที่จะใช้ห้องแลปนี้ในยามว่างได้ทุกเมื่อทหารรับจ้างชาว Zaun คือกำลังเสริมที่ประเทศ Noxus ชอบเรียกใช้อยู่เสมอ ล่าสุดประเทศ Noxus ได้จ้าง Warwick (วอร์วิก) และ Singed ให้เข้าร่วมกับกองทัพของ Noxus เพื่อบุกรุกประเทศ Ionia... ชีวิตจำนวนมากที่เสียไป และการทำลายล้างที่เกิดขึ้นโดยการกระทำของสองคนนี้ ยังคงเป็นเหมือนบาดแผลที่เปื่อยเน่าในประวัติศาสตร์ของประเทศ Ionia
นครรัฐ Zaun มักที่จะช่วยเหลือประเทศ Noxus ทุกครั้งที่มีโอกาส ครั้งหนึ่ง เมื่อพิธีการชุบชีวิตของ Urgot (เออร์ก็อต) หัวหน้าเพชรฆาตของประเทศ Noxus เกิดปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ อันเนื่องมาจากความเสียหายทางร่างกายที่สะสมมาตลอดชีวิต ผู้รอบรู้ในด้านเวทย์มนต์เกี่ยวกับศพแห่งนครรัฐ Zaun อย่างศาสตราจารย์ Stanwick Pididly (แสตนวิก พีดิดลี่) จึงขอเสนอยื่นมือเข้าช่วย โดยทำการสร้างร่างกายของ Urgot ให้ใหม่
ความสัมพันธ์กับประเทศ Piltover : เนื่องจาก นครรัฐ Piltover (พิล์ทโอเวอร์) คืออีกหนึ่งประเทศที่เป็นผู้นำในการพัฒนากลไกแบบ Hextech นครรัฐ Zaun และ นครรัฐ Piltover จึงเป็นเหมือนคู่ปรับกันอยู่ตลอด เพราะ ทั้งคู่หวังที่จะเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีเวทย์มนต์แห่งโลก Runeterra ด้วยกันทั้งคู่... การแข่งขันระหว่างทั้งสองประเทศนี้อาจจะเริ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เนื่องจาก มีคนพบเห็น champion ของทั้งคู่ พูดดูถูกกัน และส่งสายตาหงุดหงิดใส่กัน อยู่เสมอFestival of Flight : ความตึงเครียดระหว่างนครรัฐ Zaun และ นครรัฐ Piltover ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ในรูปแบบของเทศกาลการแข่งขันอากาศนาวา Festival of Flight (เฟสติวัล ออฟ ไฟลท) ครั้งที่ 16 ซึ่งเทศกาลนี้คือจุดเริ่มต้นของการประชุมเกี่ยวกับเทคโนโลยีเวทย์มนต์ที่เกิดขึ้นในทุกๆปี
ในปีนี้ ผู้ชนะของการแข่งขัน Festival of Flight ติดต่อกันนานถึง 4 สมัยอย่างนครรัฐ Zaun ได้แสดงถึงความกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด เมื่อนครรัฐ Piltover เปิดเผยเรือบินลับสุดยอดที่ชื่อ Tailwind (เทลวินด์) นักบินของเรือบินลำนี้ก็คือ Janna (จานน่า) ผู้ซึ่งเคยเป็นนักเวทย์ที่มีพรสวรรค์ที่สุดของนครรัฐ Zaun ก่อนที่เธอจะละทิ้งนครรัฐ Zaun เมื่อหลายปีที่แล้ว
ในปีนี้จุดเริ่มต้นของการแข่งขันจะเริ่มที่นครรัฐ Piltover ผู้เข้าแข่งขันจะทำการบินตรงจากจุดเริ่มต้นไปที่นครรัฐ Zaun วนรอบตัวเมือง แล้วจึงบินตรงกลับไปที่ท่าเรือบินบนยอดสูงสุดของนครรัฐ Piltoverในปีนี้ ผู้ชนะของการแข่งขัน Festival of Flight ติดต่อกันนานถึง 4 สมัยอย่างนครรัฐ Zaun ได้แสดงถึงความกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด เมื่อนครรัฐ Piltover เปิดเผยเรือบินลับสุดยอดที่ชื่อ Tailwind (เทลวินด์) นักบินของเรือบินลำนี้ก็คือ Janna (จานน่า) ผู้ซึ่งเคยเป็นนักเวทย์ที่มีพรสวรรค์ที่สุดของนครรัฐ Zaun ก่อนที่เธอจะละทิ้งนครรัฐ Zaun เมื่อหลายปีที่แล้วในปีนี้จุดเริ่มต้นของการแข่งขันจะเริ่มที่นครรัฐ Piltover ผู้เข้าแข่งขันจะทำการบินตรงจากจุดเริ่มต้นไปที่นครรัฐ Zaun วนรอบตัวเมือง แล้วจึงบินตรงกลับไปที่ท่าเรือบินบนยอดสูงสุดของนครรัฐ Piltover
บทความที่ 6 Freljord
บทความที่ 6
Freljord
เล่าสู่กันฟัง : ประเทศ Freljord
Freljord (เฟลยอร์ด) คือประเทศที่ตั้งอยู่บนทุ่งทุนดร้า (ที่ราบที่ต้นไม้ไม่สามารถเจริญเติบโตได้, สามารถพบได้ในพื้นที่แถบขั้วโลกเหนือ) และตั้งอยู่ทางตอนเหนือของแผ่นดิน Valoran (เวโลแรน)ประเทศ Freljord คือสถานที่ๆไร้ความปราณีต่อผู้อาศัย นอกจากสภาพภูมิประเทศของประเทศ Freljord ตะเป็นที่ราบภูเขาที่มีหิมะและน้ำแข็งปกคลุมไปทั่วบริเวณแล้ว ที่แห่งนี้ยังเป็นจุดกำเนิดพายุน้ำแข็งรุนแรงหลายๆชนิดอีกด้วย... การเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ถือเป็นสิ่งที่อันตรายเป็นอย่างมาก เพราะแม้กระทั่งผู้ที่เติบโตและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาตลอดชีวิตยังพลาดท่าจำต้องเสียชีวิตให้กับสิ่งแวดล้อมอันโหดร้ายนี้มากมายหลายคน... พายุเพียงหนึ่งเดียวที่มีความรุนแรงมากกว่าพายุทั้งมวลที่ค้นพบในประเทศ Freljord มีชื่อเรียกว่า Gelid Vortex (เจลิด วอร์เทกซ์) ซึ่งเกิดขึ้นจากกระแสน้ำวนที่จับตัวกลายเป็นสะเก็ดน้ำแข็ง พายุนี้คือพายุน้ำแข็งที่หมุนวนอยู่ทางซีกโลกทางตอนเหนือของโลก Runeterra (รูนเทอร์ร่า)

ภูมิประเทศของประเทศ Frelordวัฒนธรรม : ผลกระทบจากสงคราม The War of the Three Sisters (สงครามไตรภคินี) ที่กินเวลาหลายชั่วอายุคนได้แบ่งประเทศ Freljord ออกเป็นสามภูมิภาค ซึ่งแต่ละภูมิภาคต่างก็ถูกยึดครองโดยชนเผ่าเร่ร่อน ดังต่อไปนี้
The Tribe of the Frost Archer (เผ่านักธนูน้ำแข็งเร่ร่อน) ซึ่งมี Ashe (แอ๊ช) เป็นผู้นำ
The Tribe of the Ice Dervish (เผ่าผู้สรรเสริญความเย็น) ซึ่งมี Lissandra (ลิซซานดร้า) เป็นผู้นำ
The Tribe of the Winter's Claw (เผ่ากรงเล็บแห่งฤดูเหมันต์) ซึ่งมี Sejuani (เซฮวนนี) เป็นผู้นำ
ทั้งสามเผ่านี้มักจะต่อสู้กันอยู่เป็นประจำ ถึงแม้ว่าเหตุผลและจุดหมายของการต่อสู้จะถูกลืมไปจนหมดสิ้นแล้วก็ตาม... ในปัจจุบัน เจ้าหญิงทั้งสามได้ตกลงทำพิธีแต่งตั้งพระราชาและราชินีขึ้นมา เพื่อที่จะเริ่มดำเนินการรวมชาว Freljord และประเทศ Freljord ให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้ง
The Tribe of the Frost Archer (เผ่านักธนูน้ำแข็งเร่ร่อน) ซึ่งมี Ashe (แอ๊ช) เป็นผู้นำThe Tribe of the Ice Dervish (เผ่าผู้สรรเสริญความเย็น) ซึ่งมี Lissandra (ลิซซานดร้า) เป็นผู้นำThe Tribe of the Winter's Claw (เผ่ากรงเล็บแห่งฤดูเหมันต์) ซึ่งมี Sejuani (เซฮวนนี) เป็นผู้นำทั้งสามเผ่านี้มักจะต่อสู้กันอยู่เป็นประจำ ถึงแม้ว่าเหตุผลและจุดหมายของการต่อสู้จะถูกลืมไปจนหมดสิ้นแล้วก็ตาม... ในปัจจุบัน เจ้าหญิงทั้งสามได้ตกลงทำพิธีแต่งตั้งพระราชาและราชินีขึ้นมา เพื่อที่จะเริ่มดำเนินการรวมชาว Freljord และประเทศ Freljord ให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้งThe Tribe of the Frost Archer (เผ่านักธนูน้ำแข็งเร่ร่อน) ซึ่งมี Ashe (แอ๊ช) เป็นผู้นำThe Tribe of the Ice Dervish (เผ่าผู้สรรเสริญความเย็น) ซึ่งมี Lissandra (ลิซซานดร้า) เป็นผู้นำThe Tribe of the Winter's Claw (เผ่ากรงเล็บแห่งฤดูเหมันต์) ซึ่งมี Sejuani (เซฮวนนี) เป็นผู้นำทั้งสามเผ่านี้มักจะต่อสู้กันอยู่เป็นประจำ ถึงแม้ว่าเหตุผลและจุดหมายของการต่อสู้จะถูกลืมไปจนหมดสิ้นแล้วก็ตาม... ในปัจจุบัน เจ้าหญิงทั้งสามได้ตกลงทำพิธีแต่งตั้งพระราชาและราชินีขึ้นมา เพื่อที่จะเริ่มดำเนินการรวมชาว Freljord และประเทศ Freljord ให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้งสงครามทุ่งทุนดร้า : ครั้งหนึ่ง Ashe ได้นำกองทัพนักธนูฝีมือฉกาจไปทำการต่อสู้กับเผ่าเร่ร่อนอื่นๆ ซึ่งแต่ละคนในกองทัพนี้ต่างก็เป็นสหายคนสนิทของเธอทั้งสิ้น... หลังจากต่อสู้ติดต่อกกันมาหนึ่งสัปดาห์เต็ม สงครามก็ดำเนินมาถึงช่วงสุดท้ายซึ่งเป็นช่วงที่กองทัพของเธอจำต้องต่อสู้กับศัตรูท่ามกลางพายุน้ำแข็งอันโหดร้าย... เมื่อพายุสงบลง เธอกลับพบว่า เธอเป็นผู้เดียวที่รอดชีวิตและกำลังยืนอยู่ท่ามกลางซากศพของเพื่อนพ้องและศพของเหล่าศัตรู เธอรอดตายมาได้เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ปกป้องเธอให้พ้นจากสะเก็ดน้ำแข็งที่มากับพายุ พลังเวทย์มนต์ที่ปกป้องตัวเธอในครั้งนั้นได้เปลี่ยนสีผมของเธอให้กลายเป็นสีของทุ่งทุนดร้า... หลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นไป Ashe ก็ไม่เคยหยิบชุดฉลองชัยชนะสีขาวของชาว Freljord มาใส่อีกเลย
Ashe ในชุดฉลองชัยชนะสีขาวของชาว Freljord
พันธมิตรครั้งใหม่ : แต่เดิมแล้ว เผ่า The Ice Dervish มีเจ้าหญิง Mauvole (เมาโวล) เป็นผู้นำ แต่เมื่อเธอได้สิ้นพระชนม์ลงในห้องบรรทมของตัวเองในเมือง Rakelstake (เรเคลสเตค) และได้ผ่านการวินิจฉัยจากผู้อาวุโสประจำเผ่าแล้วว่า การตายที่เกิดขึ้นไม่ใช่การฆาตกรรมแต่เป็นการตายแบบธรรมชาติ เจ้าหญิงคนใหม่นามว่า Lissandra จึงได้ขึ้นครองบัลลังก์แทน
ผลงานชิ้นแรกของ Lissandra หลังจากที่ได้ขึ้นครองบัลลังก์ทำให้ผู้ที่อยู่ในขอบเขตอำนาจของเธอต้องชะงักด้วยความประหลาดใจ ผลงานนั้นก็คือ การที่เธอได้ทำการสาบานเพื่อที่จะจงรักภักดีต่อ Ashe ผู้ที่เป็นเจ้าหญิงของอีกเผ่า... นอกจากนั้นแล้ว ในพิธีมอบมงกุฏของ Lissandra เธอยังได้กล่าวปราศัยโน้มน้าวให้ทุกๆคนภายใต้การปกครองของเธอเข้าใจว่า ในตอนนั้นคือเวลาอันสมควรแล้วที่ประเทศ Freljord จะต้องรวมอยู่ภายใต้ธงผืนเดียวกัน คำปราศัยของเธอได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากคนในเผ่า พร้อมทั้งยังได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้อาวุโสประจำเผ่าให้ดำเนินการๆรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตามที่ต้องการได้ในทันที
แต่ถึงกระนั้น เจ้าหญิง Sejuani จาก The Winter's Claw ยังคงต่อต้านการรวมตัวของ Lissandra และ Ashe อย่างดุดัน เธอได้แยกตัวออกไปจากประเทศ Freljord อย่างเงียบๆพร้อมกับผู้อาวุโสประจำเผ่าของเธอ ซึ่งการกระทำนี้สร้างความหวาดหวั่นให้กับอีกสองเผ่าที่เหลือเป็นอย่างมาก เพราะพวกเค้าต่างเกรงว่า Sejuani กำลังเตรียมตัวที่จะประกาศสงคราม
หลายสัปดาห์ผ่านไป ชาว Freljord ต่างตื่นตกใจเมื่อคนเถื่อนหลายร้อยคนซึ่งนำโดย Tryndamere (ทรินเดอเมีย) ปรากฏตัวขึ้นในประเทศ Freljord เพื่อไว้อาลัยแก่การจากไปของเจ้าหญิง Mauvole แห่งเผ่า The Ice Dervish... Ashe เจ้าหญิงแห่งเผ่า The Frost Archer ก็ร่วมเดินอยู่ในขบวนคนป่านี้ด้วยเช่นกัน เธอและ Tryndamere ได้เข้าร่วมรับประทานอาหารเย็นกับเจ้าหญิง Lissandra เป็นการส่วนตัวอีกด้วย
หลายๆคนคาดเดาว่า การมาของเหล่าคนเถื่อนในครั้งนี้ คือความคิดของ Ashe... เธอชักชวนให้ Tryndamere มาร่วมไว้อาลัยเพื่อที่จะใช้เหล่าคนป่าเป็นตัวกันไม่ให้เจ้าหญิง Sejuani กระทำการอุกอาจ ในขณะเดียวกัน การเดินทางมาของ Tryndamere ก็ไม่ใช่การเดินทางที่ไร้จุดหมายเสียทีเดียว เพราะตัว Tryndamere เองก็มีความต้องการส่วนตัวที่จะทำการเจรจาเกี่ยวกับโอกาสที่จะมีผลประโยชน์ร่วมกันกับเจ้าหญิงทั้งสองอยู่ด้วย
หลังจากการประชุมที่กินเวลาถึงสองสัปดาห์สิ้นสุดลง Ashe จึงได้ตอบตกลงข้อเสนอจาก Tryndamere โดยเธอตกลงที่จะรวมกำลังพลของเธอและเหล่าคนป่าเข้าด้วยกัน การตัดสินใจในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากสมาชิกทั้งสองเผ่าของเธอ
ผลงานชิ้นแรกของ Lissandra หลังจากที่ได้ขึ้นครองบัลลังก์ทำให้ผู้ที่อยู่ในขอบเขตอำนาจของเธอต้องชะงักด้วยความประหลาดใจ ผลงานนั้นก็คือ การที่เธอได้ทำการสาบานเพื่อที่จะจงรักภักดีต่อ Ashe ผู้ที่เป็นเจ้าหญิงของอีกเผ่า... นอกจากนั้นแล้ว ในพิธีมอบมงกุฏของ Lissandra เธอยังได้กล่าวปราศัยโน้มน้าวให้ทุกๆคนภายใต้การปกครองของเธอเข้าใจว่า ในตอนนั้นคือเวลาอันสมควรแล้วที่ประเทศ Freljord จะต้องรวมอยู่ภายใต้ธงผืนเดียวกัน คำปราศัยของเธอได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากคนในเผ่า พร้อมทั้งยังได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้อาวุโสประจำเผ่าให้ดำเนินการๆรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตามที่ต้องการได้ในทันที
แต่ถึงกระนั้น เจ้าหญิง Sejuani จาก The Winter's Claw ยังคงต่อต้านการรวมตัวของ Lissandra และ Ashe อย่างดุดัน เธอได้แยกตัวออกไปจากประเทศ Freljord อย่างเงียบๆพร้อมกับผู้อาวุโสประจำเผ่าของเธอ ซึ่งการกระทำนี้สร้างความหวาดหวั่นให้กับอีกสองเผ่าที่เหลือเป็นอย่างมาก เพราะพวกเค้าต่างเกรงว่า Sejuani กำลังเตรียมตัวที่จะประกาศสงคราม
หลายสัปดาห์ผ่านไป ชาว Freljord ต่างตื่นตกใจเมื่อคนเถื่อนหลายร้อยคนซึ่งนำโดย Tryndamere (ทรินเดอเมีย) ปรากฏตัวขึ้นในประเทศ Freljord เพื่อไว้อาลัยแก่การจากไปของเจ้าหญิง Mauvole แห่งเผ่า The Ice Dervish... Ashe เจ้าหญิงแห่งเผ่า The Frost Archer ก็ร่วมเดินอยู่ในขบวนคนป่านี้ด้วยเช่นกัน เธอและ Tryndamere ได้เข้าร่วมรับประทานอาหารเย็นกับเจ้าหญิง Lissandra เป็นการส่วนตัวอีกด้วย
หลายๆคนคาดเดาว่า การมาของเหล่าคนเถื่อนในครั้งนี้ คือความคิดของ Ashe... เธอชักชวนให้ Tryndamere มาร่วมไว้อาลัยเพื่อที่จะใช้เหล่าคนป่าเป็นตัวกันไม่ให้เจ้าหญิง Sejuani กระทำการอุกอาจ ในขณะเดียวกัน การเดินทางมาของ Tryndamere ก็ไม่ใช่การเดินทางที่ไร้จุดหมายเสียทีเดียว เพราะตัว Tryndamere เองก็มีความต้องการส่วนตัวที่จะทำการเจรจาเกี่ยวกับโอกาสที่จะมีผลประโยชน์ร่วมกันกับเจ้าหญิงทั้งสองอยู่ด้วย
หลังจากการประชุมที่กินเวลาถึงสองสัปดาห์สิ้นสุดลง Ashe จึงได้ตอบตกลงข้อเสนอจาก Tryndamere โดยเธอตกลงที่จะรวมกำลังพลของเธอและเหล่าคนป่าเข้าด้วยกัน การตัดสินใจในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากสมาชิกทั้งสองเผ่าของเธอผลงานชิ้นแรกของ Lissandra หลังจากที่ได้ขึ้นครองบัลลังก์ทำให้ผู้ที่อยู่ในขอบเขตอำนาจของเธอต้องชะงักด้วยความประหลาดใจ ผลงานนั้นก็คือ การที่เธอได้ทำการสาบานเพื่อที่จะจงรักภักดีต่อ Ashe ผู้ที่เป็นเจ้าหญิงของอีกเผ่า... นอกจากนั้นแล้ว ในพิธีมอบมงกุฏของ Lissandra เธอยังได้กล่าวปราศัยโน้มน้าวให้ทุกๆคนภายใต้การปกครองของเธอเข้าใจว่า ในตอนนั้นคือเวลาอันสมควรแล้วที่ประเทศ Freljord จะต้องรวมอยู่ภายใต้ธงผืนเดียวกัน คำปราศัยของเธอได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากคนในเผ่า พร้อมทั้งยังได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้อาวุโสประจำเผ่าให้ดำเนินการๆรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตามที่ต้องการได้ในทันทีแต่ถึงกระนั้น เจ้าหญิง Sejuani จาก The Winter's Claw ยังคงต่อต้านการรวมตัวของ Lissandra และ Ashe อย่างดุดัน เธอได้แยกตัวออกไปจากประเทศ Freljord อย่างเงียบๆพร้อมกับผู้อาวุโสประจำเผ่าของเธอ ซึ่งการกระทำนี้สร้างความหวาดหวั่นให้กับอีกสองเผ่าที่เหลือเป็นอย่างมาก เพราะพวกเค้าต่างเกรงว่า Sejuani กำลังเตรียมตัวที่จะประกาศสงครามหลายสัปดาห์ผ่านไป ชาว Freljord ต่างตื่นตกใจเมื่อคนเถื่อนหลายร้อยคนซึ่งนำโดย Tryndamere (ทรินเดอเมีย) ปรากฏตัวขึ้นในประเทศ Freljord เพื่อไว้อาลัยแก่การจากไปของเจ้าหญิง Mauvole แห่งเผ่า The Ice Dervish... Ashe เจ้าหญิงแห่งเผ่า The Frost Archer ก็ร่วมเดินอยู่ในขบวนคนป่านี้ด้วยเช่นกัน เธอและ Tryndamere ได้เข้าร่วมรับประทานอาหารเย็นกับเจ้าหญิง Lissandra เป็นการส่วนตัวอีกด้วยหลายๆคนคาดเดาว่า การมาของเหล่าคนเถื่อนในครั้งนี้ คือความคิดของ Ashe... เธอชักชวนให้ Tryndamere มาร่วมไว้อาลัยเพื่อที่จะใช้เหล่าคนป่าเป็นตัวกันไม่ให้เจ้าหญิง Sejuani กระทำการอุกอาจ ในขณะเดียวกัน การเดินทางมาของ Tryndamere ก็ไม่ใช่การเดินทางที่ไร้จุดหมายเสียทีเดียว เพราะตัว Tryndamere เองก็มีความต้องการส่วนตัวที่จะทำการเจรจาเกี่ยวกับโอกาสที่จะมีผลประโยชน์ร่วมกันกับเจ้าหญิงทั้งสองอยู่ด้วยหลังจากการประชุมที่กินเวลาถึงสองสัปดาห์สิ้นสุดลง Ashe จึงได้ตอบตกลงข้อเสนอจาก Tryndamere โดยเธอตกลงที่จะรวมกำลังพลของเธอและเหล่าคนป่าเข้าด้วยกัน การตัดสินใจในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากสมาชิกทั้งสองเผ่าของเธอ
Tryndamere: ผู้นำของเผ่าคนเถื่อนการเปลี่ยนสถานะเป็นประเทศอย่างเป็นทางการ
หลังจากที่สมาชิกของสภาสูงนามว่า Vessaria Kominye (วาซซาเรีย โคมินีย์) ได้ทำการพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์บ้านเมืองของประเทศ Freljord อยู่พักใหญ่ เธอจึงตัดสินใจทำการแถลงมอบอำนาจอธิปไตยให้แก่ประเทศ Freljord พร้อมทั้งอธิบายสิทธิและบทป้องกันจากกฎหมายที่ประเทศ Freljord จะได้รับจากการมอบอำนาจในครั้งนี้ การประกาศมอบอำนาจในครั้งนี้ได้ทำให้ประเทศ Freljord กลายเป็นประเทศที่แปดในเครือขององค์กรณ์ League of Legends อย่างเป็นทางการ (แต่ประเทศ Freljord ยังไม่สามารถเข้าแข่งขัน League of Legends ได้)
นอกจากนั้นแล้ว การเปลี่ยนสถานะยังช่วยเปิดโอกาสให้ประเทศ Freljord ได้ใช้สิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ต่อองค์กรณ์ League of Legends เกี่ยวกับปัญหาทางการเมืองในอดีตอีกครั้ง ปัญหาที่ว่าก็คือ การที่ประเทศ Freljord พยายามที่จะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกขององค์กรณ์ League of Legends เพื่อที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน แต่กลับถูกปฏิเสธเพราะในขณะนั้นประเทศ Freljord ยังไม่มีจำนวนผู้อาศัยมากเพียงพอตามที่กำหนด อีกทั้งยังไม่มีระบบการปกครองที่แน่ชัด... แต่ในปัจจุบัน การที่ Ashe ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นของผู้นำเผ่าของชาว Freljord ถึงสองเผ่า พร้อมทั้งการที่เธอได้ผนึกกำลังกับ Tryndamere และเหล่าคนเถื่อน ได้ช่วยเปลี่ยนความคิดเห็นของสภายุติธรรมจนทำให้ประเทศ Freljord สามารถเข้าร่วมการแข่งขัน League of Legends ได้ในที่สุด
นอกจากนั้นแล้ว การเปลี่ยนสถานะยังช่วยเปิดโอกาสให้ประเทศ Freljord ได้ใช้สิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ต่อองค์กรณ์ League of Legends เกี่ยวกับปัญหาทางการเมืองในอดีตอีกครั้ง ปัญหาที่ว่าก็คือ การที่ประเทศ Freljord พยายามที่จะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกขององค์กรณ์ League of Legends เพื่อที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน แต่กลับถูกปฏิเสธเพราะในขณะนั้นประเทศ Freljord ยังไม่มีจำนวนผู้อาศัยมากเพียงพอตามที่กำหนด อีกทั้งยังไม่มีระบบการปกครองที่แน่ชัด... แต่ในปัจจุบัน การที่ Ashe ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นของผู้นำเผ่าของชาว Freljord ถึงสองเผ่า พร้อมทั้งการที่เธอได้ผนึกกำลังกับ Tryndamere และเหล่าคนเถื่อน ได้ช่วยเปลี่ยนความคิดเห็นของสภายุติธรรมจนทำให้ประเทศ Freljord สามารถเข้าร่วมการแข่งขัน League of Legends ได้ในที่สุดนอกจากนั้นแล้ว การเปลี่ยนสถานะยังช่วยเปิดโอกาสให้ประเทศ Freljord ได้ใช้สิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ต่อองค์กรณ์ League of Legends เกี่ยวกับปัญหาทางการเมืองในอดีตอีกครั้ง ปัญหาที่ว่าก็คือ การที่ประเทศ Freljord พยายามที่จะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกขององค์กรณ์ League of Legends เพื่อที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน แต่กลับถูกปฏิเสธเพราะในขณะนั้นประเทศ Freljord ยังไม่มีจำนวนผู้อาศัยมากเพียงพอตามที่กำหนด อีกทั้งยังไม่มีระบบการปกครองที่แน่ชัด... แต่ในปัจจุบัน การที่ Ashe ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นของผู้นำเผ่าของชาว Freljord ถึงสองเผ่า พร้อมทั้งการที่เธอได้ผนึกกำลังกับ Tryndamere และเหล่าคนเถื่อน ได้ช่วยเปลี่ยนความคิดเห็นของสภายุติธรรมจนทำให้ประเทศ Freljord สามารถเข้าร่วมการแข่งขัน League of Legends ได้ในที่สุดเนื่องจากการเปลี่ยนสถานะในครั้งนี้ทำให้ประเทศ Freljord มีที่นั่งอยู่ในองค์ประชุมขององค์กรณ์ League of Legends ประเทศ Freljord จึงต้องคัดเลือกและส่งผู้ส่งสาส์นให้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ Institute of War เพื่อที่จะเป็นตัวแทนของประเทศ Freljord ในการออกเสียงในที่ประชุมราชินีและราชาแห่งประเทศ Freljord:หลังจากการแถลงมอบอธิปไตยโดย Kominye จบลง ชาว Freljord ทั้งสองเผ่าได้ทำการแต่งตั้ง Ashe ให้เป็นราชินีแห่งประเทศ Freljord ในทันที การแต่งตั้งในครั้งนี้ทำให้ Ashe กลายเป็นเจ้าหญิงคนแรกที่ได้ขึ้นครองราชบัลลังก์ในฐานะราชินีของประเทศ Freljord หลังจากที่สงคราม The War of the Three Sister ได้สิ้นสุดลงเมื่อหลายร้อยปีที่แล้วตามประเพณีของชาว Freljord แล้ว ราชินีจะเป็นผู้เลือกพระราชาด้วยตัวเอง ซึ่ง Ashe ได้ทำการเลือก Tryndamere ให้เป็นพระราชาขึ้นครองราชย์คู่กับเธอ... Ashe ให้เหตุผลในการเลือก Tryndamere เป็นพระราชาว่า การตัดสินใจของเธอมาจากความต้องการของชาว Freljord ทุกคน และไม่เกี่ยวกับเรื่องเชิงชู้สาวใดๆทั้งสิ้น เธอยังกล่าวเสริมอีกว่า การครองราชย์ร่วมกันในครั้งนี้จะเป็นเสริมความแข็งแกร่งของพันธมิตรระหว่าง Freljord กับเหล่าคนเถื่อนให้มั่นคงยิ่งขึ้นไปอีก... นอกจากนั้นแล้ว Ashe ยังสร้างความประหลาดใจอีกหนึ่งครั้งให้กับชาว Freljord โดยการแต่งตั้ง Nunu (นูนู่) ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งใน champion ขององค์กรณ์ League of Legends ให้เป็นผู้ส่งสาส์นตัวแทนของประเทศ Freljord และให้ประจำการอยู่ที่ Institute of Warในเวลาต่อมา Ashe ได้ทำการยื่นข้อเสนอให้เจ้าหญิง Sejuani ผู้นำของเผ่า The Winter's Claw ที่แยกตัวออกไปจากประเทศ Freljord ให้กลับมารับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาในสภาของประเทศ แต่ทว่า Sejuani กลับปฏิเสธ เพราะเธอไม่มีวันจะยอมรับ Ashe เป็นราชินีของเธออย่างเด็ดขาด เธอยังกล่าวทิ้งท้ายอีกว่า ผู้ที่ยอมรับ Ashe ในฐานะราชินีคือผู้ที่กำลังเข้าข้างคนผิด อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นของ Sejuani ไม่มีพลังมากพอที่จะโน้มน้าวแม้กระทั่งคนในเผ่าของเธอได้ ซึ่งเห็นได้จากการที่สมาชิกชนเผ่า The Winter's Claw หลายร้อยคนเดินทางไปยังเมือง Rekelstake เพื่อร่วมพิธีราชินีภิเษกของ Ashe...ในพิธีราชินีภิเษกนี้ Nunu ได้ตอบรับตำแหน่งผู้ส่งสาส์นของประเทศ Freljord อย่างภาคภูมิใจ โดยมีกองทัพ Yeti (เยติ) ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยเห็น มาร่วมเป็นสักขีพยานอีกด้วย ทางด้านฝูงคนเถื่อนเองก็ได้ย้ายเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในประเทศ Freljord และมีโอกาสได้เห็นการทำพิธีราชาภิเษกที่จัดขึ้นให้แก่พระราชาของพวกเค้า... Tryndamere ต้อนรับเหล่าคนเถื่อนอย่างอบอุ่นพร้อมทั้งยังประกาศให้คนของเค้ารู้ว่า ในขณะนี้ พวกเค้ามีสิทธิ์มีเสียงในแผ่นดิน Valoran เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และต่อไปนี้ ผู้คนจะมองคนเถื่อนอย่างพวกเค้า จากตัวตนที่พวกเค้าเป็นอยู่จริงๆ ซึ่งก็คือ เหล่านักรบผู้มีเกียรติและสง่างามAshe และ Tryndamere: ราชินีและราชาแห่งประเทศ Freljord
ความสัมพันธ์กับประเทศ Noxus : ในขณะนี้ การปกป้องทางกฎหมายจากองค์กรณ์ League of Legends ได้ขยายไปถึงประเทศ Freljord และเหล่าคนเถื่อนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ประเทศ Noxus (น๊อกซัส) จึงจำต้องออกคำสั่งถอนกำลังและยกเลิกแผนการปราบเหล่าคนเถื่อนทางภาคเหนือโดยเร็ว ซึ่ง Katarina (คาตาริน่า) เป็นผู้ส่งมอบคำสั่งนี้ด้วยตัวของเธอเอง เธอกล่าวว่า แม้ประเทศ Noxus คือประเทศที่ยึดถือกฎขององค์กรณ์ League of Legends เป็นใหญ่ แต่ชาว Noxus จะไม่มีวันให้อภัยการกระผิดของเหล่าคนเถื่อนเหล่านี้อย่างแน่นอน... Katarina หวังที่จะได้ต่อสู้กับชาว Freljord รุ่นใหม่บน Fields of Justice เร็วๆนี้ (ฟิล์ด ออฟ จัสติส, สถานที่ๆใช้ทำการแข่งขัน League of Legends อย่างเช่น Summoner's Rift และ The Twisted Treeline)ความสัมพันธ์กับประเทศ Demacia : ประเทศ Demacia (เดอมาเซีย) และเหล่าผู้ที่ปกครองประเทศ Freljord ในขณะนี้ ต่างก็เคยมีประวัติเกี่ยวกับความบาดหมางซึ่งกันและกัน แต่ถึงกระนั้น ปัญหาความขัดแย้งที่ทั้งสองประเทศมี ก็ไม่สาหัสเท่ากับความขัดแย้งที่ประเทศ Freljord มีต่อประเทศ Noxus
ทั้ง Ashe และ Tryndamere ต่างก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตเพราะความเป็นกลางของประเทศ Demacia มาแล้ว... ในระหว่างที่แผนการปราบปรามเหล่าคนเถื่อนทางภาคเหนือกำลังดำเนินอยู่ ประเทศ Demacia ได้ปฏิเสธที่จะรับผู้ลี้ภัยจากประเทศ Freljord ซึ่งส่งผลให้เหล่าผู้ลี้ภัยต้องเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่เหตุผลที่ประเทศ Demacia ตัดสินใจทำแบบนั้น อาจจะเป็นเพราะว่า ที่อยู่อาศัยทางตอนเหนือของชาว Demacia ก็มักที่จะถูกเหล่าคนเถื่อนทำการปล้นสดมอยู่หลายครั้งเช่นกัน... เพื่อที่จะประสานช่องว่างแห่งความไม่ไว้วางใจที่ถูกเปิดทิ้งไว้หลายทศวรรษ ทั้งสองประเทศยังมีงานทางการฑูตอีกมากมายที่จะต้องทำทั้ง Ashe และ Tryndamere ต่างก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตเพราะความเป็นกลางของประเทศ Demacia มาแล้ว... ในระหว่างที่แผนการปราบปรามเหล่าคนเถื่อนทางภาคเหนือกำลังดำเนินอยู่ ประเทศ Demacia ได้ปฏิเสธที่จะรับผู้ลี้ภัยจากประเทศ Freljord ซึ่งส่งผลให้เหล่าผู้ลี้ภัยต้องเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่เหตุผลที่ประเทศ Demacia ตัดสินใจทำแบบนั้น อาจจะเป็นเพราะว่า ที่อยู่อาศัยทางตอนเหนือของชาว Demacia ก็มักที่จะถูกเหล่าคนเถื่อนทำการปล้นสดมอยู่หลายครั้งเช่นกัน... เพื่อที่จะประสานช่องว่างแห่งความไม่ไว้วางใจที่ถูกเปิดทิ้งไว้หลายทศวรรษ ทั้งสองประเทศยังมีงานทางการฑูตอีกมากมายที่จะต้องทำทั้ง Ashe และ Tryndamere ต่างก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตเพราะความเป็นกลางของประเทศ Demacia มาแล้ว... ในระหว่างที่แผนการปราบปรามเหล่าคนเถื่อนทางภาคเหนือกำลังดำเนินอยู่ ประเทศ Demacia ได้ปฏิเสธที่จะรับผู้ลี้ภัยจากประเทศ Freljord ซึ่งส่งผลให้เหล่าผู้ลี้ภัยต้องเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่เหตุผลที่ประเทศ Demacia ตัดสินใจทำแบบนั้น อาจจะเป็นเพราะว่า ที่อยู่อาศัยทางตอนเหนือของชาว Demacia ก็มักที่จะถูกเหล่าคนเถื่อนทำการปล้นสดมอยู่หลายครั้งเช่นกัน... เพื่อที่จะประสานช่องว่างแห่งความไม่ไว้วางใจที่ถูกเปิดทิ้งไว้หลายทศวรรษ ทั้งสองประเทศยังมีงานทางการฑูตอีกมากมายที่จะต้องทำ
บทความที่ 5 Ionia
บทความที่ 5
Ionia
ประเทศ Ionia
Soraka: หนึ่งในที่ปรึกษาของสมัชชา The Convergence of Elders
เล่าสู่กันฟัง: ประเทศ Ionia
Ionia (ไอโอเนีย) คือประเทศที่ตั้งอยู่บนเกาะนอกชายฝั่งทางด้านทิศตะวันออกของดินแดน Valoran (เวโลแรน)
ประเทศ Ionia คือประเทศที่ตั้งอยู่บนเกาะที่เต็มไปด้วยความงดงามทางธรรมชาติ ซึ่งประกอบไปด้วย ต้นไม้เก่าแก่จำนวนมาก ภูเขาสูง และ ลำธารอันเยือกเย็น ประเทศ Ionia นั้น ถูกครอบคลุมด้วยป่าไม้กลุ่มใหญ่ๆในหลายๆจุด เขตป่าที่อุดมสมบูรณ์และสง่างามที่สุดในประเทศก็คือเขตป่า The Serene Garden (เซเรน การ์เด้น) ซึ่งเป็นที่อยู่ของต้นไม้ที่ชื่อว่า The Great Tree (เดอะ เกรท ทรี) ต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดของโลก Runeterra (รูนเทอร์ร่า)

ประเทศ Ionia
วัฒนธรรม : เป็นที่รู้กันดีทั่วโลก Runeterra ว่า ชาว Ionia นั้นเป็นผู้ที่รักสันติ พวกเค้าอุทิศชีวิตทั้งชีวิต ให้กับการเรียนรู้สัจธรรมเพื่อตามหาแสงสว่างในจิตใจ และไม่เคยแสวงหาความขัดแย้งใดๆ พวกเค้าจะเรียนรู้สัจธรรมในเรื่องใดนั้น ขึ้นอยู่กับความสนใจส่วนบุคคล
ในขณะที่เหล่าผู้เลื่อมในศาสนานิกายต่างๆ มักจะมีความสุขในการค้นคว้าคำสอนอันลึกซึ้ง เพื่อเสาะแสวงหาสันติและแสงแห่งธรรมะ ชาว Ionia ในบางส่วนก็มีความสนใจที่ผิดแปลกออกไป บ้างก็หลงใหลในความงดงามของความเศร้า บ้างก็ลุ่มหลงไปความตื่นเต้นที่มาจากความมืดมิด บ้างก็สนใจในสัญชาตญาณดิบของสัตว์ป่า... ชาว Ionia เหล่านี้เห็นพ้องต้องกันว่า ไม่ว่าแต่ละคนจะฝักใฝ่ในความรุนแรงด้านใด พวกเค้าจะไม่นำวิชาที่ได้เรียนรู้มาไปใช้ในการตัดสินปัญหาโดยเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม การไม่ใช้กำลังเพื่อตัดสินปัญหานั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า ชาว Ionia จะเป็นคนอ่อนแอและไม่สามารถ
ป้องกันตัวเองได้เสมอไป
Karma: ขุนนางของประเทศ Ionia
ระบบการปกครอง : ในอดีต ระบบการปกครองของประเทศ Ionia นั้นไม่มีศูนย์กลางที่แน่นอน ชาว Ionia จะปกครองกันเองโดยการแต่งตั้งหัวหน้าประจำหมู่บ้าน ทำให้ชุมชนแต่ละที่มีความใกล้ชิดเปรียบเหมือนครอบครัวเดียวกัน... ในปัจจุบัน ทางประเทศ Ionia ได้ทำการก่อตั้งสมัชชา The Convergence of Elders (เดอะ คอนเวอเจ้นซ์ ออฟ เอลเดอร์) ขึ้น เพื่อรวมตัวกันในการทำการตัดสินใจที่สำคัญต่อประเทศ ซึ่ง Karma (คาร์มา) หนึ่งในขุนนางของประเทศ Ionia และ Soraka (โซราก้า) ผู้ซึ่งรู้แจ้ง ต่างก็ถูกเชิญให้เข้าร่วมกับกลุ่มสมัชชานี้ด้วย

Soraka: หนึ่งในที่ปรึกษาของสมัชชา The Convergence of Elders
ศิลปะการต่อสู้แขนงต่างๆ : ชาว Ionia ได้ทำการคิดค้นวิชาการต่อสู้อันน่าทึ่งไว้มากมาย ศิลปะการต่อสู้เหล่านี้เปรียบเหมือนการแสดงออกทางความเชื่อ และ เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่ใช้แสดงเส้นทางสู่สัจธรรมที่ชาว Ionia แต่ละคนเลือกเดิน
Art of Hiten (อาร์ท ออฟ ฮิเท็น) คือเพลงดาบที่คิดค้นขึ้นมาโดยนักดาบที่ชื่อ Master Lito (มาสเตอร์ ลีโท่) เพลงดาบนี้ถือว่าเป็นวิชาลับสุดยอด ซึ่งว่ากันว่า วิชานี้สามารถทำให้ดาบทั้งหลายมีชีวิตขึ้นมาได้เมื่ออยู่ในกำมือของ Master Lito... เมื่อ Master Lito เสียชีวิตลง Irelia (ไอเรเลีย) ลูกสาวของเค้า จึงได้มาเป็นผู้สืบทอดเพลงดาบ Hiten นี้ เธอได้ทำการพัฒนาเพลงดาบนี้ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง โดยเธอสามารถที่จะใช้พลังจิตควบคุมดาบทีละหลายๆเล่มได้พร้อมกัน ดาบเหล่านี้เต้นรำอยู่รอบตัวเธออย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และฟาดฟันศัตรูได้อย่างคล่องแคล่วArt of Hiten (อาร์ท ออฟ ฮิเท็น) คือเพลงดาบที่คิดค้นขึ้นมาโดยนักดาบที่ชื่อ Master Lito (มาสเตอร์ ลีโท่) เพลงดาบนี้ถือว่าเป็นวิชาลับสุดยอด ซึ่งว่ากันว่า วิชานี้สามารถทำให้ดาบทั้งหลายมีชีวิตขึ้นมาได้เมื่ออยู่ในกำมือของ Master Lito... เมื่อ Master Lito เสียชีวิตลง Irelia (ไอเรเลีย) ลูกสาวของเค้า จึงได้มาเป็นผู้สืบทอดเพลงดาบ Hiten นี้ เธอได้ทำการพัฒนาเพลงดาบนี้ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง โดยเธอสามารถที่จะใช้พลังจิตควบคุมดาบทีละหลายๆเล่มได้พร้อมกัน ดาบเหล่านี้เต้นรำอยู่รอบตัวเธออย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และฟาดฟันศัตรูได้อย่างคล่องแคล่ว
Irelia: ผู้สืบทอดเพลงดาบ Art of Hiten
Art of Wuju (อาร์ท ออฟ วูจู) คือเพลงดาบที่ถูกสร้างขึ้นจากทฤษฎีที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางจิตที่ตัวของผู้ใช้ที่มีต่อจิตของคู่ต่อสู้ ผู้สืบทอดของวิชาที่เก่าแก่นี้มีนามว่า Master Yi (มาสเตอร์ ยี) ผู้ซึ่งสืบเชื้อสายโดยตรงมาจากตระกูลที่อุทิศตนเพื่อทำการรักษาเพลงดาบ Wuju ทั้งพวกพ้องและศัตรูต่างรู้ดีว่า Master Yi มีฝีมือในการใช้ดาบที่หาผู้ประมือได้ยาก... เนื่องจากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่เกิดขึ้นกับตระกูลของเค้า Master Yi จึงกลายเป็นผู้สืบทอดคนสุดท้ายของเพลงดาบ Wuju ซึ่งเค้าได้ทำการสาบานไว้ว่า เค้าจะรักษาเพลงดาบนี้ให้คงอยู่ต่อไป
Master Yi: ผู้สืบทอดเพลงดาบ Art of Wuju คนสุดท้าย
วัด Hirana (ฮิรานะ) เป็นที่พักอาศัยของพระและเหล่าลูกศิษย์ทั้งหลายที่มีความศรัทธาอย่างแรงกล้า เกี่ยวกับความสงบที่สามารถเกิดขึ้นได้ในตัวเอง... แม้ว่าพวกเค้าเหล่านี้จะสังเวชความรุนแรง แต่พวกเค้าก็ไม่ใช่ผู้ที่ไร้ซึ่งพลังเสียทีเดียว ทุกๆคนในวัด Hirana นั้น มีความสามารถเพียงพอที่จะเปลี่ยนพละกำลังของศัตรู ให้กลายเป็นอาวุธเพื่อใช้สั่งสอนศัตรูผู้นั้น หนึ่งในความสำเร็จที่พระแห่งวัด Hirana ภาคภูมิใจก็คือ การสั่งสอน Udyr (อูดีร์) ให้ควบคุมสัญชาตญาณสัตว์ป่าของตัวเองได้สำเร็จ... ในระดับหนึ่ง
Udyr : นักสู้ผู้ใช้จิตวิญญาณของสัตว์ป่าเป็นอาวุธ
Kinkou Order (คินคู ออร์เดอร์) คือสำนักนินจาโบราณที่ก่อตั้งขึ้นบนเกาะเล็กๆของประเทศ Ionia ซึ่งอุทิศตนเพื่อรักษาสมดุลย์ในโลก สำหรับ Kinku Order แล้ว คำสั่ง ความวุ่นวาย แสงสว่าง และ ความมืด จะต้องอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคีอยู่เสมอ เพราะพวกเค้าเชื่อว่านี่คือกฏเกณฑ์ของจักรวาล... Kinkou Order ได้ทำการแต่งตั้งนักรบเงาสามคน เพื่อรักษาสมดุลย์นี้ แต่ละคนได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์สามอย่าง ซึ่งก็คือ คอยเฝ้าระวังเหล่าดวงดาว คอยชี้ทางให้พระอาทิตย์ และ คอยดูแลรักษาหมู่ไม้
Akali, Kennen, Shen: นักรบเงาทั้งสามแห่งสำนักนินจา Kinku Order
วัด Shojin (โชจิน) คือที่อยู่ของเหล่าพระผู้รักสันติ ที่ทำการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้พิเศษที่สามารถใช้รักษาอาการบาดเจ็บจากภายในได้... การนั่งสมาธิในแบบของวัด Shojin สามารถรักษาบาดแผลทุกรูปแบบได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้พระบางรูปสามารถที่จะแสดงจิตตานุภาพของตัวเองโดยการอดทนความเจ็บปวดแสนสาหัสได้เป็นเวลาหลายสัปดาห์ โดยไม่ปริปากร้อง... Lee Sin (ลี ซิน) เดินทางมาที่นี่เมื่อหลายปีแล้ว เพื่อต้องการไถ่บาปให้กับความผิดพลาดที่เค้าได้ทำลงไปในอดีต
Lee Sin : นักเรียนเวทมนต์อัจฉริยะในอดีต เดินทางมาที่วัด Shojin เพื่อไถ่บาป
ความขัดแย้งกับประเทศ Noxus : เมื่อครั้งที่องค์กร League of League พึ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่ๆ ประเทศ Ionia ได้ทำการปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน เนื่องจากชาว Ionia ต้องการที่จะทุ่มเทเวลาให้กับการเสาะหาความสงบทางจิตใจ มากกว่าที่จะเสียเวลาให้กับการต่อสู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด... ประเทศ Noxus (น๊อกซัส) สบโอกาส จึงตัดสินใจหันมาโจมตีประเทศเล็กต่างๆ ที่ไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน League of Legends (ผู้ที่ไม่เข้าร่วมแข่งขัน จะไม่ได้รับการปกป้องทางกฏหมายจากองค์กร League of League) และประเทศ Ionia ก็คือเป้าหมายแรกของการล่าอาณานิคมในครั้งนี้... ประเทศ Noxus เริ่มส่งสายลับแทรกซึมเข้าสู้ประเทศ Ionia เพื่อศึกษาจุดอ่อน พร้อมทั้งค้นหาเป้าหมายสำคัญที่จะต้องกำจัด เมื่อทุกอย่างเข้าที่ กองทัพของประเทศ Noxus จึงออกเดินทางเข้าจู่โจมหมู่เกาะทางใต้ของประเทศ Ionia คือเกาะที่เปิดให้ประเทศอื่นๆ เข้ามาทำการค้า ซึ่งเกาะนี้ ถือว่าเป็นตลาดการค้าที่เฟื่องฟูที่สุดแห่งหนึ่ง ประเทศ Noxus ได้เลือกโจมตีเกาะแห่งนี้เป็นที่แรก... กองทัพ Noxus ได้เริ่มทำการเคลื่อนทัพในเวลากลางคืน เนื่องจากการขาดการป้องกันที่แน่นหนา กองทัพ Noxus จึงเข้ายึดหัวหาดได้อย่างง่ายดายแม้ว่าสงครามครั้งนี้ทางกองทัพ Noxus จะเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่ชาว Ionia ก็ไม่เคยยอมแพ้ กองทัพ Noxus เห็นดังนั้น จึงจ้างเหล่าทหารรับจ้างจากประเทศ Zaun (ซอน) มาเป็นกำลังเสริมให้แก่กองทัพ นักวิทยาศาสตร์เสียสติหลายคนที่มากับทหารรับจ้างได้ปล่อยสารเคมีต่างๆที่พวกเค้าผลิตขึ้น เพื่อจัดการกับประชาชนชาว Ionia อย่างโหดเหี้ยม ซึ่งการกระทำที่น่ากลัวครั้งนี้ทำให้ชาว Ionia ทั้งหมด โกรธแค้นเป็นอย่างมากชาว Ionia รวบรวมพละกำลังและวิทยายุทธทั้งหมดที่พวกเค้ามี เพื่อต่อสู้กับกองทัพของประเทศ Noxus และสามารถพลิกสถานการณ์ได้สำเร็จ จุดเปลี่ยนของสงครามครั้งนี้มีชื่อเรียกว่า "Great Stand of the Placidium" (เกรท แสตน ออฟ เดอะ พลาสิเดี้ยม) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่กองทัพของ Ionia สามารถหยุดกองทัพของ Noxus ด้วยจำนวนคนที่น้อยกว่า แม้จะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากแต่เหล่านักรบชาว Ionia ก็ไม่ละความพยายาม พวกเค้าต่อสู้จนกระทั่งกองทัพ Noxus ต้องทำการถอยทัพไปตั้งหลักใหม่... ถึงแม้ประเทศ Noxus จะเป็นผู้แพ้สงครามในครั้งนี้ก็ตาม ประเทศ Ionia จำต้องสูญเสียเกาะการค้าทั้งสามไป เกาะเหล่านั้นได้แก่ เกาะ Galrin (กาลริน), เกาะ Navori (นาโวรี), และ เกาะ Shon-Xan (ชอน ซาน)
เกาะการค้าทั้งสาม
Trial for the Isle : เจ็ดปี หลังจากการบุกรุก... Karma ได้ทำการรวบรวมชาว Ionia ที่เหลือให้มารวมตัวเพื่อทำการตัดสินใจแก้ปัญหาร่วมกัน ผลของการประชุมก็คือ ทางประเทศ Ionia จะเข้าร่วมแข่งขัน League of Legends เพื่อที่พวกเค้าสามารถที่จะใช้การแข่งขันนี้ ขับไล่กองทัพของ Noxus ออกไปจากเกาะการค้าทั้งสาม นอกจากนี้แล้ว ประเทศ Ionia ยังประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า พวกเค้าเข้าร่วมการแข่งขันเพื่อที่จะปกป้องอนาคตของประเทศตนเองเท่านั้น และไม่มีเจตนาทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้นทางองค์กรณ์ League of Legends ตอบรับคำขอ โดยทำการให้สถานะสมาชิกต่อประเทศ Ionia พร้อมทั้งกำหนดการแข่งขันระหว่าง ประเทศ Ionia และ ประเทศ Noxusชื่อของการแข่งขันในครั้งนี้คือ Trial for the Isle (ไทรล ฟอร์ ดิ ไอลส์) ซึ่งเป็นหนึ่งในการแข่งขันที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่โชคกลับไม่เข้าข้างประเทศ Ionia... ทีมของประเทศ Ionia แพ้การแข่งขันในครั้งนี้ แม้ว่าจะมีการทักท้วงจากผู้ชม เกี่ยวกับสถานการณ์ที่ไม่ชอบมาพากลระหว่างการแข่งขันก็ตาม หลายคนยืนยันว่า ชัยชนะที่ประเทศ Noxus ได้มานั้น เกิดจากการติดสินบนในช่วงก่อนการแข่งขันเริ่มผลของการแข่งขันครั้งนี้ทำให้ประเทศ Noxus สามารถปกครองเกาะการค้าทั้งสามได้อย่างชอบธรรม ประชาชนชาว Ionia ที่อาศัยบนเกาะถูกกดขี่ให้กลายเป็นกลุ่มชนชั้นล่าง โดยมีเหล่าผู้ดีชาว Noxus คอยควบคุมอยู่ตลอด... ทหาร นักการเมือง หรือใครก็ตามที่ขัดขืนคำสั่งของ Noxus จะถูกส่งไปทำงานที่ค่ายแรงงาน ส่วนทางกองทัพของ Noxus นั้น ได้ทำการปล้นทรัพสินย์และทรัพยากรธรรมชาติต่างๆที่อยู่บนเกาะเพื่อส่งกลับไปยังประเทศของตัวเอง อย่างต่อเนื่องประเทศ Demacia (เดอมาเซีย) พยายามที่จะบีบให้ประเทศ Noxus ออกไปจากหมู่เกาะดังกล่าว แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะองค์กรณ์ The Noxian High Command (เดอะ น๊อกเซี่ยน ไฮ คอมแมนด์) ที่ปกครองประเทศ Noxus อยู่นั้น ให้เหตุผลว่า ที่พวกเค้ายังอยู่ในประเทศ Ionia ไม่ยอมไปไหน ก็เพราะอยากที่จะอยู่ช่วยเหลือประเทศ Ionia ในการพัฒนาประเทศ พวกเค้าจะถอนกำลังออกไปต่อเมื่อประเทศ Ionia ได้กลายเป็นประเทศที่ทันสมัยในด้านเศรษฐกิจมากพอที่จะแข่งขันกับประเทศอื่นๆทั่วโลก และสามารถปกป้องตนเองจากภัยภายนอกได้ด้วยตัวเอง
Irelia แถลงข่าวอธิบายสิ่งที่ประเทศ Ionia ต้องการ
การประท้วงและการแข่งขันนัดล้างตา : เนื่องจากข้อตกลงขององค์กรณ์ League of Legends ประเทศ Ionia จะต้องรออีกอย่างน้อย 8 ปี เพื่อที่ขอแข่งขันกับประเทศ Noxus ได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ชาว Ionia ต่างไม่ยอมที่จะอยู่เฉย การประท้วงจึงเกิดขึ้น ซึ่งหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทุกคนจำได้ดี ก็คือการจุดไฟเผาตัวเองในสวน Lotus Garden (โลตัส การ์เด้น) ของ Lee Sin พระจากวัด Shojin โดยการประท้วงเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อท้าทายอำนาจขององค์กรณ์ League of Legends...ชาว Ionia เห็นตรงกันว่าเวลา 15 ปีนั้น ถือว่ายาวนานเกินไปที่จะให้ผู้บุกรุกอย่างประเทศ Noxus อยู่ในประเทศ พร้อมทั้งยังชี้ให้เห็นว่า กฏหมายที่สร้างขึ้นมา เป็นกฏที่ลำเอียง เพราะประเทศ Noxus มีส่วนร่วมในการร่างกฏเหล่านี้ตั้งแต่ช่วงเริ่มก่อตั้งองค์กรณ์ ดังนั้น ทางองค์กรณ์ League of Legends จึงควรให้ประเทศ Ionia มีโอกาสที่จะทำการแข่งขันอีกครั้ง... การประท้วงขอทำการแข่งขันในครั้งนี้มี Irelia เป็นแกนนำ แม้ว่าการประท้วงทวงสิทธิ์นั้นเป็นการท้าทายกฏหมาย แต่สาธารณะชนทุกคนทั้งในและนอกประเทศ ต่างให้การสนับสนุนประเทศ Ionia เป็นอย่างดี... เจ้าชาย Jarvan IV (จาร์วาน ที่สี่) แห่งประเทศ Demacia คืนหนึ่งในผู้สนับสนุนนั้น เค้าได้ทำการกล่าวปราศรัยเพื่อต่อต้านการกระทำของประเทศ Noxus ซึ่งมีใจความว่า ถ้าองค์กรณ์ League of Legends ไม่ยอมกำจัดให้ประเทศ Noxus ออกไปจากหมู่เกาะเหล่านั้น เค้าจะเดินทางไปที่ประเทศ Ionia เพื่อจัดการกับปัญหานี้ด้วยตัวเองหลายสัปดาห์ต่อมา เสนาบดี Malek Hawkmoon (มาเล็ก ฮ๊อกมูน) ผู้ควบคุมการงานของกองทัพ Noxus ในประเทศ Ionia ได้ขอทำการแถลงข่าวฉุกเฉิน เพื่อตอบโต้เหล่าผู้ประท้วงทั่วทั้งดินแดน Valoran เสนาบดี Hawkmoon กล่าวว่า "ถึงแม้สิ่งที่ประเทศ Ionia ขอมาจะเป็นเรื่องผิดกฏหมาย แต่จะได้แข่งใหม่หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่ทางเราเท่านั้น เพราะพวกเรามีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจเอง... ถ้าหากว่าประเทศ Ionia อยากจะทำการแข่งขันอีกครั้ง ทางเราก็พร้อมที่จะตอบตกลง"... สมัชชา The Convergence of Elders ได้เรียกสมาชิกทั้งหมดเพื่อเข้าประชุมโดยทันที หลังจากที่การแถลงข่าวจบลงหลังจากการประชุมสิ้นสุด Karma จึงประกาศรับข้อเสนอจากประเทศ Noxus... ทั้งสองประเทศทำการเจรจาเพื่อตกลงกันในเรื่องสิ่งที่ใช้เดิมพันในการแข่งขันครั้งนี้ โดยถ้าหากประเทศ Ionia เป็นผู้ชนะ กองทัพของประเทศ Noxus จะต้องถอนกำลังทั้งหมด และหยุดการกระทำทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินและทรัพยากรของประเทศ Ionia ในทางกลับกัน ถ้าประเทศ Noxus เป็นฝ่ายชนะ ทางประเทศ Ionia จะต้องยอมยกเกาะการค้าทั้งสามให้แก่ประเทศ Noxus และจะต้องแต่งตั้งคนของ Noxus หนึ่งคน ให้มีส่วนร่วมในสมัชชา The Convergence of Elders ด้วย ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศ Noxus ได้รู้ถึงความเคลื่อนไหวของประเทศ Ionia ทั้งหมด... องค์กรณ์ League of Legends อนุมัติให้แต่ละประเทศเลือก champion มา 10 คน โดย champion เหล่านี้จะทำการต่อสู้กันเพื่อกำหนดอนาคตของประเทศ Ionia
บทความที่ 4 Bandle City
บทความที่ 4
Bandle City

Teemo: ทหารประจำหน่วยสืบราชการลับของนครรัฐ Bandle City
เล่าสู่กันฟัง : นครรัฐ Bandle City
Bandle City (แบนเดิ้ล ซิตี้) คือนครรัฐที่ปกครองโดยชาว Yordle (ยอร์เดิ้ล) หลบอยู่หลังเทือกเขา Sablestone (เซเบิ้ลสโตน) ในเขต Yordle Land (ยอร์เดิ้ลแลนด์) ทางตะวันออกเฉียงใต้บนดินแดน Valoran (เวโลแรน)
หลังจากเดินทางเร่ร่อนมายาวนานหลายปี ชาว Yordle ได้ตัดสินใจที่จะตั้งรกรากอยู่กลางหุบเขา Ruddynip (รัดดี้นิบ) และได้สร้างเมืองอยู่ที่นั่น ซึ่งกลายเป็นที่อยู่ของนครรัฐ Bandle City ในปัจจุบัน แม้ว่าตัวเมืองจะดูเรียบง่ายเหมือนสังคมแบบชนบททั่วไป แต่เบื้องหลังความเรียบง่ายนั้นเต็มไปด้วยเสน่ห์และความลึกลับมากมายนครรัฐ Bandle City ชาว Yordle คือสัตว์สองเท้า มีสองเพศ (เพศชายและเพศหญิง) และมีความรู้สึกเช่นเดียวกับมนุษย์ ชาว Yordle มีความสูงไม่เกิน 1 เมตร และมีความสูงโดยเฉลี่ยราวๆ 80 เซนติเมตร เท่านั้น ผิวของชาว Yordle มีหลากหลายแบบ ตั้งแต่ นุ่มเนียน, ปกคลุมด้วยขนไรๆ หรือ ปกคลุมด้วยขนดกทั้งตัว ในขณะที่สีผิวนั้น ไม่มีสีตายตัวเหมือนมนุษย์... แม้จะยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับ แต่ผู้คนเชื่อกันว่า สีผิวหลากหลายสีของชาว Yordle คือสัญลักษณ์ของการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับโลกที่เต็มไปด้วยเวทมนต์อย่างโลก Runeterra (รูนเทอร์ร่า) นั่นเองภายใต้ระดับแสงปกติ ชาว Yordle จะมีสายตาที่แย่กว่ามนุษย์ แต่มีความสามารถในการได้ยินที่เหนือกว่า และสามารถมองผ่านแสงแบบอินฟาเรตซึ่งมนุษย์ไม่สามารถทำได้ ชาว Yordle พึ่งพาภาษาของมนุษย์เพื่อใช้ในการสื่อสาร รวมทั้งใช้สิ่งของเครื่องใช้ที่มนุษย์ทั่วไปใช้อีกด้วย
วัฒนธรรม : ชาว Yordle เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความต้องการในการเข้าสังคมกับชาว Yordle ด้วยกันเป็นอย่างมาก ชาว Yordle ทั่วไปจะรักสงบและมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีบ้างที่พวกเค้าจะลุกขึ้นมากลั่นแกล้งเล็กๆ น้อยๆ แต่ลึกๆข้างใน ชาว Yordle ไม่เคยมีเจตนาร้าย
เนื่องจากความต้องการในการเข้าสังคมที่สูงกว่าปกติ ชาว Yordle จึงไม่ชอบที่จะสูญเสียเพื่อน พวกเค้าให้ความสำคัญกับมิตรภาพเป็นอย่างมาก เพราะว่าสุขภาพจิตของชาว Yordle นั้นคืออยู่กับความคิดแง่บวกของเพื่อนๆที่พวกเค้ามีเนื่องจากความต้องการในการเข้าสังคมที่สูงกว่าปกติ ชาว Yordle จึงไม่ชอบที่จะสูญเสียเพื่อน พวกเค้าให้ความสำคัญกับมิตรภาพเป็นอย่างมาก เพราะว่าสุขภาพจิตของชาว Yordle นั้นคืออยู่กับความคิดแง่บวกของเพื่อนๆที่พวกเค้ามีชาว Yordle ที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างเดียวดายและขาดการติดต่อกับชาว Yordle ด้วยกัน มีความเสี่ยงสูงที่จะเปลี่ยนเป็นคนที่เกลียดการเข้าสังคม และกลายเป็นคนที่เซื่องซึมเฉยชา ถ้าชาว Yordle ที่ถูกทอดทิ้งเป็นที่เกลียดชังจากผู้คนทั่วไปอยู่แล้ว อาการทั้งหมดก็จะยิ่งหนักขึ้น จนเปลี่ยนแปลงตัวเองจากผู้ที่ชอบเข้าสังคมและรักมิตรภาพ กลายเป็นผู้ชอบทำร้ายผู้อื่นและทำให้ทุกๆคนทรมาณกับความเจ็บปวด หนึ่งในชาว Yordle ที่กลายเป็นแบบนี้ก็คือ Veigar (เวก้า) champion ที่เคยถูกกักขังในประเทศ Noxus เและไม่ได้สุงสิงชาว Yordle เป็นเวลายาวนานจนเสียสติ

Veigar : champion ชาว Yordle ที่เสียสติจากการถูกกักขังเป็นเวลายาวนาน
The Mothership (เดอะ มาเธอร์ชิป) คือ ยานอวกาศที่สร้างไม่เสร็จ ลอยอยู่กลางท้องฟ้าเหนือนครรัฐ Bandle City แม้จะไม่มีบันทึกใดๆ บ่งบอกถึงที่่มาของยานอวกาศลำนี้ ชาว Yordle ก็มีคำบอกเล่าที่เล่ากันปากต่อปากว่า ยานลำนี้นั้น มีมาก่อนที่ชาว Yordle จะมาลงหลักปักฐานอยู่ที่หุบเขา Ruddynip แห่งนี้เสียอีกยานลำนี้เปรียบเหมือนสัญลักษณ์ที่ชาว Yordle ใช้แทนตนเอง สังคมของชาวนครรัฐ Bandle City รวมกันเป็นหนึ่งภายใต้อุดมคติที่ว่า "เราจะต้องสร้างมันให้เสร็จ" ซึ่งเป้าหมายก็คือ การซ่อมยาน The Mothership ให้กลับมาทำงานได้อีกครั้งเพื่อแสดงความสามัคคีของชาว Yordle ให้ชาวโลก Runeterra ได้เห็น... อย่างไรก็ตาม ความสามัคคีที่พวกเค้าอยากจะแสดงออกนั้น ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพของโครงการซ่อมยานหลายๆ โครงการที่ถูกทอดทิ้งตามส่วนต่างๆรอบๆตัวยาน เนื่องมาจากการโต้แย้งกันเองภายใน เกี่ยวกับลำดับสำคัญของการซ่อมชิ้นส่วนต่างๆของยานล่าสุด ช่างซ่อมที่ชื่อ Beardly Kittle (เบรี้ยดลี่ คิทเทิ้ล) ได้ค้นพบขนมเค้กที่กลายเป็นฟอสซิลที่ถูกทิ้งออกมาจากยาน The Mothership พยานหลายคนให้การเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ว่า พวกเค้าเห็นไฟกระพริบไปทั่วยานในระยะเวลาสั้นๆ ในขณะที่ขนมเค้กกระเด็นออกมาจากยาน... เหล่านักวิทยาศาสตร์ชาว Yordle ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบยาน พบว่า ยาน Mothership คงไม่สามารถที่จะทำงานขี้นมาเฉยๆแบบนี้ได้อีกซักพัก... ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ค้นพบอะไรพิเศษไปมากกว่านี้ ทางว่าที่พันโท Dennison Jadefellow (เด็นนิสัน เจดเฟลโลว์) ก็ไม่ลืมที่จะให้เกียรติการค้นพบครั้งสำคัญครั้งนี้ โดยการประกาศให้วันที่ค้นพบขนมเค้กฟอสซิลเป็นวันหยุดประจำชาติ ให้ชาว Yordle ได้มารวมตัวกันเฉลิมฉลองเพื่อรำลึกถึงยาน The Mothership สืบไประบบการทหาร : แม้ว่าความสูงจะเป็นรอง แต่ชาว Yordle ก็มีสุดยอดอาวุธยุทธโธปกรณ์มากมายหลายชนิด บวกกับความเจริญทางอุตสาหกรรม มาทดแทนข้อเสียเปรียบทางความสูง
The Megling Commandos (เดอะ เม็กกลิ้ง คอมแมนโด) คือกองพันติดอาวุธที่เก่าแก่ที่สุดและเป็นเหมือนดั่งตำนานของนครรัฐ Bandle City พวกเค้าเป็นที่รู้จักในเรื่องความกล้าหาญ และความเด็ดขาดในการจัดการกับศัตรูอย่างไร้ความปราณี ทำให้กองพันนี้กลายเป็นหน่วยทหารที่ทางกองทัพของนครรัฐ Bandle City ให้ความเคารพมากที่สุด... ตำนานของ Megling (เม็กกลิ้ง) ผู้ค้นพบกองพัน The Megling Commandos นั้น ยังคงถูกเล่าขานไปทั่วดินแดน Valoran และได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับ champion อย่าง Tristana (ทริสทาน่า) ผู้ซึ่งตัดสินใจเข้าร่วมกับกองทัพของชาว Yordle จนได้มาเป็นหนึ่งใน the Megling Commandos ในที่สุด
The Megling Commandos (เดอะ เม็กกลิ้ง คอมแมนโด) คือกองพันติดอาวุธที่เก่าแก่ที่สุดและเป็นเหมือนดั่งตำนานของนครรัฐ Bandle City พวกเค้าเป็นที่รู้จักในเรื่องความกล้าหาญ และความเด็ดขาดในการจัดการกับศัตรูอย่างไร้ความปราณี ทำให้กองพันนี้กลายเป็นหน่วยทหารที่ทางกองทัพของนครรัฐ Bandle City ให้ความเคารพมากที่สุด... ตำนานของ Megling (เม็กกลิ้ง) ผู้ค้นพบกองพัน The Megling Commandos นั้น ยังคงถูกเล่าขานไปทั่วดินแดน Valoran และได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับ champion อย่าง Tristana (ทริสทาน่า) ผู้ซึ่งตัดสินใจเข้าร่วมกับกองทัพของชาว Yordle จนได้มาเป็นหนึ่งใน the Megling Commandos ในที่สุด

Tristana: พลปืนใหญ่ประจำกองพัน The Megling Commando
Teemo (ทีโม) เป็นที่รู้จักของทหารส่วนมากในหน่วยสืบราชการลับในบทบาทของสุดยอดผู้เชี่ยวชาญการจารกรรม แต่สำหรับผู้ที่รู้จัก Teemo โดยแท้จริงแล้ว พวกเค้าจะรู้ว่า Teemo คือนักฆ่าที่เลือดเย็นที่สุดแห่งนครรัฐ Bandle City... แม้ว่า Teemo จะชอบการเข้าสังคมและเป็นมิตรเหมือนกับชาว Yordle ธรรมดาทั่วไป แต่ลึกๆ แล้ว Teemo มีความรู้สึกลึกซึ้งต่อเพื่อนร่วมชาติของเค้าอยู่ในระดับที่สูงมาก ถึงขั้นที่เค้าจะออกตระเวนเพื่อค้นหาและจำกัดศัตรูของนครรัฐ Bandle City ด้วยตัวเอง เมื่อ Teemo ค้นพบเป้าหมาย เค้าจะใช้ลูกดอกอาบยาพิษที่หายากอย่างยาพิษ Ajunta (อจุนต้า) ซึ่งรวบรวมมาจากป่าดงดิบ Kumungu (คูมันกู) เพื่อปลิดชีพเป้าหมายนั้น... ว่ากันว่า Teemo มีบางสิ่งบางอย่างอยู่ในตัวที่ทำให้ไม่รู้สึกผิดหรือรู้สึกเป็นภาระต่อทุกๆชีวิตที่เค้าได้ทำการสังหารไป

Teemo: ทหารประจำหน่วยสืบราชการลับของนครรัฐ Bandle City
ฝูงบิน The Screaming Yipsnakes (เดอะ สครีมมิ่ง ยิปสเน๊ก) ได้ทำการสร้างและใช้เครื่องบินจู่โจมพิเศษ Reconnaissance Operations Front-Line Copter เพื่อใช้เป็นแกนนำหลักของกองทัพในการรบแบบข้ามประเทศ... Corki (คอร์กกี้) นักบินที่มีชื่อเสียงที่สุดของฝูงบิน The Screaming Yipsnakes และเพื่อนๆในฝูงบินของเค้า มักที่จะบินไปตามที่ต่างๆ บนดินแดน Valoran เพื่อสำรวจภูมิประเทศ พร้อมทั้งโชว์การบินแบบโลดโผนเพื่อเอาใจผู้ที่ดูอยู่ด้านล่าง... ในยามวิกฤตหรือในยามสงคราม ฝูงบินของเค้าจะได้รับมอบหมายให้ทำภารกิจอันตรายในเขตแดนของศัตรูหรือทำการรวบรวมข้อมูลลับสุดยอดของศัตรูในเขตสงครามและส่งต่อให้กับทางกองทัพของนครรัฐ Bandle City อยู่เสมอ**** Reconnaissance Operations Front-Line Copter (ROFL) = Rofl แปลเต็มๆว่า Roll on the floor laughing คือคำย่อในภาษาอังกฤษที่ใช้ในการ chat แปลว่า ขำกลิ้ง

Corki: หนึ่งในนักบินของฝูงบิน The Screaming Yipsnakes
ความสัมพันธ์กับประเทศ Demacia : เมื่อหลายปีก่อน ช่างดีเหล็กชาว Yordle ผู้มีชื่อเสียง นามว่า Blomgrun (บลอมกรัน) ได้รับมอบหมายให้สร้างหมวกเหล็กให้แก่นายพลของประเทศ Demacia (เดอมาเซีย) แต่ข่าวนี้ได้รั่วไหลไปเข้าหูของผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของประเทศ Noxus (น๊อกซัส) ทาง Noxus จึงส่งสายสืบที่เก่งที่สุดสองคนออกไปขัดขวาง... ระหว่างที่กำลังเดินทางไปประเทศ Demacia ขบวนขนย้ายหมวกเหล็กของ Blomgrun ได้ถูกลอบโจมตีโดยสายสืบจากประเทศ Noxus ซึ่งลูกสาวของ Blomgrun ที่เดินทางไปด้วย เห็นพ่อของเธอถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตาแม้ว่าลูกสาวของ Blomgrun สามารถหนีรอดออกมาจากการถูกลอบโจมตีได้ เธอตัดสินที่จะเดินทางต่อไป เพื่อที่จะทำการส่งมอบหมวกเหล็กให้แก่ประเทศ Demacia ให้สำเร็จ... เมื่อถึงที่หมาย เธอได้มอบหมวกเหล็กนั้นให้กับนายพลของ Demacia ด้วยน้ำตาแห่งความโศกเศร้าที่ล้นอ่ออยู่ในดวงตาอันมุ่งมั่น... ด้วยเหตุนี้เอง เพื่อเป็นเกียรติแก่ Blomgrum นายพลของประเทศ Demacia ได้ขอร้องให้ผู้นำของนครรัฐ Bandle City แต่งตั้ง Poppy (ป๊อปปี้) ลูกสาวของ Blomgrum ให้เป็นทูตเพื่อสานสัมพันธ์ระหว่างนครรัฐ Bandle City และ
ประเทศ Demacia เข้าด้วยกัน
Poppy: ทูตจากนครรัฐ Bandle City ที่ประจำการอยู่ในประเทศ Demacia
ความสัมพันธ์กับประเทศ Bilgewater : ความสัมพันธ์ระหว่างนครรัฐ Bandle City และนครรัฐ Bilgewater (บิ้ลจ์วอเทอร์) อยู่ในสภาพตรึงเครียดมาโดยตลอด สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่โจรสลัดชาว Bilgewater จู่โจมเรือเดินสมุทรของชาว Yordleโจรสลัดนาม Tiresias Ellington (ไทร์เซียส์ เอลลิงตั้น) และลูกเรือ ได้ทำการปล้นเรือเดินสมุทรของชาว Yordle พร้อมทั้งขโมยพัสดุที่บรรทุกมากับเรือไปด้วย พัสดุนี้อยู่ระหว่างการเดินทางไปที่ประเทศ Demacia เพื่อใช้ในงานฉลองการแต่งตั้ง Poppy ให้ทำราชการทูตสานสัมพันธ์ระหว่างนครรัฐ Bandle City และประเทศ Demaciaขณะนี้นครรัฐ Bandle City กำลังอยู่ในขั้นตอนการขอเข้าร่วมแข่งขัน League of Legends เพื่อที่จะใช้การแข่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้และนำพัสดุที่ถูกขโมยไปกลับมา ทางนครรัฐ Bandle City ได้ร้องขอความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ครั้งนี้จากนครรัฐ Bilgewater ที่เป็นเหตุทำให้งานเฉลิมฉลองต้องหยุดลง... ทางด้านของนครรัฐ Bilgewater นั้น ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น เนื่องจากเรื่องนี้ เกิดขึ้นจากความผิดของโจรสลัดแค่ไม่กี่คนเท่านั้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

















